ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรม อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์ อันเกิดขึ้นจากการฟังตามสมควรแก่เวลา วันนี้เป็นวันอาทิตย์แรกของเดือน  วันที่ ๒ เดือนตุลาคม ๒๕๒๖ สมัยก่อน พระจะขึ้นเทศน์เขาเรียกว่าบอกศักราช เพราะเมื่อก่อนนี้ไม่มีปฏิทิน ชาวบ้านก็นับตามปฏิทินของพระ อยากจะรู้ว่าวันนี้กี่ค่ำนี่ถามพระบิณฑบาต ถามเด็กวัดบ้าง เด็กวัดนี่เมื่อจะไปบิณฑบาตต้องศึกษาว่าวันนี้กี่ค่ำ ถ้าว่าไปถึงชาวบ้านถามแล้วตอบไม่ได้ ชาวบ้านก็จะหาว่าไม่เข้าเรื่อง  พระเองก็ต้องรู้ว่าขึ้นกี่ค่ำ แรมกี่ค่ำ จะได้ตอบปัญหากับชาวบ้านได้ บางทีเขาก็เอาศีรษะของพระเป็นปฏิทิน พอเห็นว่าโกนหัวเกลี้ยงก็รู้ว่าเป็นวันพระแล้ว อย่างนี้ก็มี เพราะว่ามันไม่มีปฏิทินจะดู เมื่อพระจะขึ้นเทศน์จึงบอกศักราช ว่าวันนี้วันที่เท่าใด แรมกี่ค่ำ ขึ้นกี่ค่ำ ล่วงมาแล้วเท่าไร ยังอีกข้างหน้าเท่าไรที่จะครบ ๕ พันพระวรรษา มักจะพูดไว้อย่างนั้น ความจริงที่พูดว่าจะครบ ๕ พันนี่ไม่ถูกต้อง พระพุทธศาสนาไม่ใช่มีอายุ ๕ พันปี แต่จะมีอายุยั่งยืนอยู่กับโลกตลอดไป ตราบเท่าที่มีคนศึกษาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ยังมีอยู่ต่อไปอีก เวลาพระองค์จะนิพพานนี่  ก็ได้ตรัสว่า  ตราบใดที่ชาวโลกยังปฏิบัติตนตามอริยมรรคมีองค์แปด  โลกจะไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นธรรมะจึงเป็นสิ่งอยู่คู่โลก จะไม่สิ้นไม่สูญไปไหน แต่ท่านบอกตามธรรมเนียมอย่างนั้น เพื่อให้เป็นผู้ไม่ประมาท จะได้รีบเร่งใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ในการทำหน้าที่ ตามหน้าที่ที่ตนพึงมีพึงปฏิบัติ ก็เป็นเรื่องได้ประ โยชน์อย่างหนึ่งเหมือนกัน วันนี้วันที่ ๒ ตรงกับวันที่ไทยกับพวกอินเดียเขาตั้งเป็นสมาคมขึ้น อยู่ข้างวัดสุทัศน์ฯ เรียกว่า "สมาคมไทยภารตะ" ภารตะนี่เป็นชื่อของประเทศอินเดีย ที่เรียกว่าอินเดียนี่ไม่ใช่ชาวอินเดียเขาเรียกเอง คนอังกฤษที่มาปกครองประเทศนั้นเขาตั้งชื่อว่าอินเดีย แต่ว่าชื่อจริงๆ ประเทศอินเดียนั้นเขาเรียกว่าภารตะ ภารตะนี่เป็นชื่อเก่าแก่ มีมาตั้งแต่โบราณ วรรณคดีของชาวภารตะเรื่องหนึ่ง เขาเรียกว่า ภารตะสังยุต คือสงครามภารตะที่รบกันที่ทุ่งกุรุเกษตร ทุ่งนากว้างๆ เขายกทัพออกไปรบกัน รบกันเป็นระเบียบ ไม่ใช่รบกันเหมือนสมัยนี้ รบกันเฉพาะกลางวัน พอตะวันตกดินก็เลิกรบถอยเข้าค่าย ไม่มีการแอบซุ่มโจมตี ไม่มีการดักทำร้าย ไม่มีการทำอะไรที่เป็น เรื่องไม่ยุติธรรมนอนสบาย ทหารนอนสบาย ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาแอบซุ่มโจมตี แต่ว่าพอสว่าง ตีฆ้องตีกลอง เป่าสังข์ กระเทือนไปหมดทั้ง ๒ ค่าย ออกมาสู่ทุ่งเกษตร แล้วก็รบกันต่อไป รบกันจนมืดค่ำ จนกว่าจะพ่ายแพ้กันไปหนึ่ง หรือว่ายกธงขาวกันไปข้างหนึ่ง เรียกว่าเป็นการรบที่มีกติกา มีกติกาเป็นเครื่องนัดหมาย เคารพกติกา ไม่ใช่ทำแบบเดี๋ยวนี้ สงครามเดี๋ยวนี้มันเป็นสงครามของคนที่ไม่มีกติกา  เรียกว่าใช้วิธีรบแบบเอาเปรียบ อาวุธร้ายแรง ประหัตประหารกัน สมัยก่อนเขาไม่ได้ทำอย่างนั้น เพราะคนในยุคก่อนนั้นยังมีคุณธรรม ทำอะไรก็ไม่ทิ้งธรรมะ แม้จะรบกันก็ยังรบด้วยความมีธรรมะ เดี๋ยวนี้คนมันทิ้งธรรมะไปหมดจึงเกิดปัญหายุ่งยากขึ้นในสังคมด้วยประการต่างๆ เราจึงต้องช่วยกันกู้ให้ ธรรมะได้กลับมาสู่โลกต่อไป โลกจะดับเข็ญได้ด้วยธรรมะ ถ้าไม่ได้ใช้ธรรมะแล้ว โลกจะเดือดร้อนวุ่นวายมากกว่านี้อันนี้เป็นข้อคิดที่อยากจะฝากไว้ ชาวภารตะที่มาอยู่ในเมืองไทยมีอยู่จำนวนมาก ก็เป็นคนไทยไปหมดแล้วละ แต่ว่าเขายังแต่งตัวแบบภารตะ เราเห็นทีไรก็นึกว่าเป็นแขกอินเดียทุกที มีคนหนึ่งสอบเป็นผู้พิพากษาได้แล้วจะขึ้นไปนั่งบัลลังก์ ทั้งที่โพกหัวโตขึ้นไปอย่างนั้น เขาบอกว่าดูแล้วมันขัดนัยน์ตาเหลือเกิน ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์หัวโตแบบนั้นมันเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง เลยแกไปตัดผมสั้น เรียบร้อย ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา แบบทั่วๆ ไป เปลี่ยนแปลงไปได้ตามหน้าที่การงาน วันนี้ชาวภารตะหนุ่มสาวเฒ่าแก่  เขาไปประชุมกันที่นั่นคนไทยก็ไปประชุมด้วยเหมือนกัน  ประชุมเพื่อทำพิธีไว้อาลัยแก่มหาบุรุษของชาวอินเดีย  และเป็นมหาบุรุษของโลกด้วยเหมือนกัน  ท่านผู้นั้นก็คือ ท่านมหาตมะคานธี อันเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศอินเดีย อาตมาเคารพชีวิตของบุคคลนี้ เรียกว่านับถือทีเดียว นับถือท่านคานธี เพราะท่านคานธีนี่เป็นผู้มี คุณธรรมในจิตใจสูง  เป็นผู้ประพฤติธรรมอย่างแท้จริง  แม้จะเป็นนักการเมืองที่ต่อสู้  เพื่อสิทธิ์  อิสรภาพของประเทศอินเดีย แต่ท่านใช้คุณธรรมต่อสู้ ไม่ชอบการประหัตประหาร ไม่ชอบใช้วิธีการแบบอันธพาล แต่ใช้หลักอหิงสา คือการไม่เบียดเบียนกันเป็นเรื่องสำคัญ หลักประจำใจของท่านคานธีที่ประกาศให้โลกรู้ก็คือหลักที่ว่า อหิงสาปรโม ธัมโม แปลว่า  การไม่เบียดเบียนเป็นบรมธรรม เป็นธรรมอันสูงสุดของชาวโลก คือการไม่เบียดเบียนกัน พระพุทธเจ้าของชาวเราตรัสว่า อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก การไม่เบียดเบียนเป็นความสุขในโลก คนอยู่ในโลกนี่ต้องงดเว้นจากการเบียดเบียนกันด้วยประการทั้งปวง  จึงจะอยู่กันด้วยความสุข  ท่านคานธีท่านก็เดินตามรอยพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้า  แม้ท่านจะไม่เรียกตนเองว่าเป็นพุทธบริษัท  แต่เป็นผู้เข้าถึงธรรมะ ยิ่งกว่าคนที่ปฏิญาณตนเสียอีกด้วยซ้ำไป ก็อยากจะเล่าเรื่องให้ญาติโยมฟังสักหน่อย ว่าชีวิตของท่านผู้นี้เป็นมาอย่างไร ไม่พูดใน แง่ประวัติ แต่ว่าพูดในแง่ธรรมะว่าเรามองธรรมะจากชีวิตของท่านคานธี เห็นอะไรบ้าง อันจะเป็นประโยชน์แก่ชีวิต และการปฏิบัติของพวกเราชาวไทยทั้งหลายต่อไป คานธีเกิดในแคว้นคุชราช  คุชราชนี่อยู่ใกล้แคว้นบอมเบย์  เป็นรัฐเล็กๆ  มีเจ้าผู้ครองนครเหมือนกัน เรียกว่าสาหิบ บิดาของท่านก็เคยเป็นข้าราชการ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งแคว้นนั้นเหมือนกัน บิดามารดาของท่านคานธีเป็นคนเคร่งครัดในศาสนามาก ท่านนับถือศาสนาไชนะ ศาสนาไชนะถือศาสนาของมหาวีระ มหาวีระเป็นนักบวชยุคเดียว กับพระพุทธเจ้า ออกบวชจากพวกสกุลมัลละที่เมืองปาวา ออกบวชก่อนพระพุทธเจ้า อายุแก่กว่าพระพุทธเจ้า แต่เที่ยวสอนศาสนาอยู่พร้อมๆ กันกับพระพุทธเจ้า แล้วก็ตายก่อนพระพุทธเจ้า มหาวีระนี่ตายก่อน  สถานที่ไหนมีปูชนียสถานของพุทธศาสนา  ก็จะมีปูชนียสถานของศาสนานี้อยู่ด้วย  เช่นเมืองราชคฤห์นี่  พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ประทับที่เวฬุวัน สวนไม้ไผ่ของพระเจ้าพิมพิสาร มหาวีระก็ได้แสดงธรรมครั้งแรกที่นั่นเหมือนกัน แต่ว่าบนยอดเขาอีกยอดหนึ่งที่อยู่ในเมืองราชคฤห์ สถานที่นั้นเป็นสถานที่แสวงบุญของชาว ศาสนาไชนะทั่วๆ  ไป ถึงฤดูเขาก็เดินไปนมัสการ เวลาเดินไปนมัสการนี่ต้องเดินไปโดยเท้าเปล่า ไม่ใส่รองเท้า เดินย่ำหินไปบนภูเขาที่ไปนมัสการ เขาต้องการฝึกหัดคนให้อดทน ให้รู้จักต่อสู้กับปัญหาชีวิต จึงได้ปฏิบัติอย่างนั้น คนที่ถือศาสนาไชนะนี่ถือเคร่งในเรื่องชีวิต จะไม่เบียดเบียนสัตว์เลย จะไม่กินเนื้อสัตว์ อันนี้เขาถือเคร่งมาก ไม่กินเนื้อไม่กินปลา  ไม่กินของมีชีวิตทั้งนั้น กินแต่ผักเป็นอาหาร ผักก็ต้องต้มให้สุก ถ้าเป็นผักดิบก็กินไม่ได้ นักบวชก็ยังมีอยู่บ้างในสมัยนี้ แต่เป็นนักบวชประเภทไม่นุ่งผ้า เขาเรียกว่าพวกทิคัมพร นุ่ง ลมห่มฟ้า  อยู่ในป่าไม่ค่อยเข้าเมือง  แต่เวลาบิณฑบาตก็ต้องเข้าเมืองเหมือนกัน  เวลาเข้าไปบิณฑบาตก็ไม่มีภาชนะใส่อาหาร แต่แบมือรับ ทำมือแบ ๒ มือ ติดกันเข้ารับอาหาร แล้วก็กินในมือที่แบๆ นั้น กินหมดเขาก็ใส่เติมให้ ยืนใส่ยืนกินกันอยู่ตรงนั้น กินกันจนอิ่มเลย พออิ่มแล้วก็เอาน้ำมาให้ล้างมือ ล้างมือเสร็จแล้วเขาก็ให้พร ญาติโยมที่เป็นผู้หญิงที่ไปใส่ บาตรก็ก้มลงกราบแทบเท้า ลูบเท้าแล้วก็เอามาลูบหัว เขาเคารพตามวัฒนธรรมแบบอินเดีย เดี๋ยวนี้ยังมีคนนับถือศาสนานี้อยู่มากในประเทศอินเดีย  แล้วก็เป็นเศรษฐีเยอะ  ร่ำรวย  เพราะคนพวกนี้เป็นอยู่อย่างง่ายๆ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เล่นการพนัน ไม่ประพฤติสิ่งเหลวไหล เขาประพฤติเคร่งครัดดี สร้างชีวิตกันจนเป็นเศรษฐีกันมากมาย วัดของพวกเชนนี่เป็นวัดที่สะอาดที่สุดในประเทศอินเดีย วัดฮินดูนี่สกปรกที่สุดด้วยเหมือนกัน เช่น โบสถ์เจ้าแม่กาลีนี่  เหม็นคาวแต่เลือดแพะ  เพราะว่าเขาต้องฆ่าแพะวันละ ๑๒ ตัว เพื่อเอาไปทาปากเจ้าแม่กาลี เจ้าแม่กาลีได้กินแพะวันละ ๑๒ ตัว ก็ไม่ต้องฆ่าคนให้กิน ชื่อก็น่ากลัวอยู่แล้ว โบสถ์นี่สกปรกเข้าไปไม่ไหวเลย เคยไปดูแล้วไม่ไหว ไม่น่าจะเป็นจุดท่องเที่ยวเลย แต่ว่าคนก็ไปดู ดูว่ามันสกปรกขนาดไหนเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร แต่ว่าวัด เชนสะอาดเรียบร้อย นั่งตรงไหนก็ได้ นอนกลิ้งเกลือกก็ได้ แผ่นหินสะอาด สถานที่สะอาด บิดามารดาของคานธีท่านนับถือศาสนานี้  แล้วก็เป็นคนเคร่งครัดในศาสนา ปกติจะมีคนมาหาคุณพ่อบ่อยๆ โดยมากจะมาคุยเรื่องการงานหรือว่าคุยธรรมะกัน นักศาสนาที่มีอยู่ในอินเดียเช่นว่า ศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสเตียน ก็มาคุยกับคุณพ่อเสมอ แล้วก็คุยกันได้นานๆ คุยกันอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่ขัดคอกัน คุยให้เข้ากันได้ ไม่ต้องด่ากัน ไม่ ต้องเถียงกัน ปกติเป็นอย่างนั้น คานธีท่านได้รับรสธรรมะตั้งแต่ตัวน้อยๆ  จากการสนทนาธรรมของคุณพ่อและคนต่างศาสนา ความรู้สึกในทางศาสนาจึงฝังลึกลงไปในจิตใจของท่านตั้งแต่ตัวน้อยๆ คุณแม่ก็เป็นคนเคร่งครัดในทางศาสนามาก ถ้าในฤดูฝนอย่างนี้ในประเทศอินเดีย แกถือศีลอดข้าว คือถ้าไม่เห็นแสงอาทิตย์ไม่กินข้าว วันไหนถ้าแสงอาทิตย์ไม่โผล่มาเลยไม่ได้กินข้าวกันเลยที เดียว  ลูกๆ  ก็เลยจ้องดูว่าเมื่อไหร่ดวงอาทิตย์จะโผล่มา พอเห็นว่าโผล่ออกมาก็รีบวิ่งไปบอกคุณแม่ บอกว่า "แม่จ๋าแม่ ออกไปดูเถอะว่าดวงอาทิตย์โผล่มาแล้ว แม่จะได้ทานอาหาร" คุณแม่ก็ลุกขึ้นเดินช้าๆ ไม่รีบร้อน เรียกว่าไปดูแล้วจะได้กินข้าว ไม่รีบไม่ร้อน พอไปถึง เอ้า,ดวงอาทิตย์ลับกลีบเมฆไปเสียอีกแล้ว แม่ก็บอกว่า "พระผู้เป็นเจ้ายังไม่ต้องการ ให้แม่กินอาหาร ไม่เป็นไรแม่ทนได้ นิสัยไม่กินอาหารของแม่ถ่ายทอดนี่มาสู่คานธี เมื่อเติบโตขึ้นเป็นนักการเมือง นักต่อสู้ ท่านอดข้าวได้บ่อย ๆ อด ๑๕ วัน อดเดือนหนึ่ง ไม่ตาย ไม่กินอะไรนอกจากน้ำเท่านั้น น้ำกับน้ำมะนาวเท่านั้นเอง นอกนั้นไม่กินอะไร ท่านก็อยู่ได้ เพราะว่าคุณแม่เคยอดให้ลูกเห็นมาตั้งแต่เริ่มต้น อันนี้เป็นตัวอย่างซึ่งเราจะนำไปใช้ในชีวิตครอบครัว  คือพ่อแม่นี้เป็นตัวอย่าง  ถ้าพ่อแม่เป็นอย่างไรลูกมักจะเป็นอย่างนั้น  เมื่อเรามีลูกก็ต้องนึกถึงอนาคตของลูก นึกถึงอนาคตของครอบครัว เคยประพฤติอะไรสนุกสนาน กินเหล้าเมายา เที่ยวเตร่เฮฮา ทำอะไร ๆ ที่เรียกว่าตามใจตัวแบบคนที่เป็นโสดนั้น พอแต่งงานมีครอบครัวก็ต้องเลิกสิ่งเหล่านั้น หมด เพราะว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว คนมีครอบครัวนี่เขาเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ ภาษาไทยเราเรียกว่ามีเหย้ามีเรือน หมายความว่าเป็นผู้มีอายุสมควรแก่การครองเรือน มีเหย้ามีเรือนมีหลักมีฐานจะประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรนั้นไม่ถูกหน้าที่ เพราะหน้าที่ของพ่อบ้านแม่เรือนนั้น ต้องประพฤติธรรมด้วย ต้องมีศีลธรรมประจำจิตใจ ในครอบครัวนั้นจะต้องมีพระประจำบ้าน  ถ้าเรานับถือพระพุทธศาสนาเราก็มีพระพุทธ  พระธรรม พระสงฆ์เป็นพระประจำบ้าน พระพุทธเจ้าเป็นผู้นำในครอบครัว พระธรรมเป็นแผนที่บอกทางชีวิตให้เราเดิน พระสงฆ์ก็เหมือนพี่เลี้ยงคอยเตือนจิตสะกิดใจ เรามีปัญหา มีความทุกข์ความเดือดร้อน มีเรื่องไม่สบายใจ เราก็มาหาพระ มาปรึกษา มาขอคำ แนะนำ พระท่านก็เอาธรรมะมาให้เป็นเครื่องปลอบโยนจิตใจ ชีวิตของพ่อแม่ที่อยู่ดีมีศีลธรรมนี่ ลูกมักจะไม่เสียผู้เสียคน ลูกเรียบร้อย เคยรู้จักหลายครอบครัว ที่พ่อแม่เรียบร้อยอยู่ในศีลในธรรม ลูกดีหมดทุกคน เรียกว่าไม่มีลีบสักเม็ดเดียว ออกมาเรียบร้อย ทำการงานเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เจริญในวงราชการ แล้วก็เป็นคนดีเหมือนพ่อแม่ ถ่ายทอดนิสัยมา สร้างประโยชน์แก่ชาติแก่บ้านเมือง เห็นอยู่หลายครอบครัวอีกเหมือนกัน  ที่พ่อแม่เหลวไหล  พ่อเป็นคนขี้เหล้า แม่เป็นคนขี้ไพ่ ลุกออกมามันก็ไม่เรียบร้อย แม้จะทิ้งทรัพย์สมบัติที่หามาโดยทางทุจริตไว้ให้ ก็ไม่ถาวร ไม่ยั่งยืน เพราะสิ่งที่ได้มาจากความชั่วนั้นมันร้อน เหมือนกับถ่านไฟ เราจับไม่ได้ จับได้ก็ต้องรีบวาง ไม่วางมันก็ไม่ได้ สิ่งนั้นมีน้อย จึงไม่มั่นคงถาวร ครอบครัวใดที่เป็นเจ้า ของบ่อนการพนัน  คอยดูอนาคตของลูก  ๆ คนเหล่านั้นว่ามันจะมีสภาพอย่างไร หรือว่าครอบครัวใดที่ค้าของเถื่อนร่ำรวย ก็ดูต่อไปว่าลูกเต้าจะเป็นอย่างไร ครอบครัวใดที่ประพฤติเหลวไหล เช่นเป็นคนขี้เมาหยำเป ดูต่อไปเถอะลูกเต้าจะเป็นอย่างไร โยมดูต่อไปเถอะ ดูจากความจริง ดูจากชีวิตจริงว่าธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นั้นเป็นความจริงอย่างไร  เราดูได้ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งเสื่อมทั้งเจริญ จากชีวิตของคนทั้งหลายทั่ว ๆ ไป อาตมานี่ดูมานานแล้ว  รู้จักครอบครัวต่าง  ๆ สังเกตดูก็เห็นว่าครอบครัวใดที่พ่อแม่ขาดศีลขาดธรรมนี่ ลูกไม่เจริญ ไม่ก้าวหน้า แม้จะจบการศึกษาไปได้ แต่ว่าทำงานก็ไม่เจริญ เพราะไปโกงเขาบ้าง ทุจริตคอร์รัปชั่น ผลที่สุดก็ถูกไล่ออกจากราชการมีชีวิตตกต่ำ แต่ว่าครอบครัวใดที่พ่อแม่อยู่ในศีลในธรรม ลูกเกิดมาก็เป็นคนฉลาดรอบคอบ เรียนดี ประ พฤติดีประพฤติชอบ สร้างเนื้อสร้างตัวได้เป็นหลักฐาน นี่คืออานิสงส์ของธรรมะที่สถิตอยู่ในจิตใจของพ่อแม่ ปู่ตา ย่ายาย ในครอบครัวนั้น ๆ เรื่องนี้มันเห็นชัดด้วยชีวิตปัจจุบัน ไม่ใช่ตายแล้วค่อยเห็นกัน เรื่องตายแล้วมันอีกเรื่องหนึ่ง ดูกันต่อไป แต่ว่าดูปัจจุบันให้มากเถอะ ให้เห็นเถอะ อะไรมันเป็นอะไร เราก็จะพบความจริงว่าสิ่งทั้งหลายเป็นอย่างไร ท่านมหาตมะคานธีและพี่ ๆ น้อง ๆ ของท่านเป็นคนเรียบร้อยทั้งนั้น ทำงานดี แต่ว่าเด่นอยู่ที่ตัวท่านคานธี ท่านได้รับอิทธิพลทางศีลธรรมจากพ่อแม่ จากสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในครอบครัว จึงเป็นคนมั่นในคุณงามความดี เมื่อสมัยเป็นเด็กนักเรียน อยู่ในชั้นเรียนนี่ท่านเคยอ่านหนังสือเรื่อง"สรวนะ" เรื่องสุวรรณสามชาดกนี่เอง ภาษาสันสฤตเขาเรียกว่าสรวนะ สุวรรณสามนั่นแหละ  เป็นผู้ที่เลี้ยงพ่อแม่ ให้พ่อแม่นั่งขี่หลัง แล้วก็แบกไปที่ท่าน้ำ อาบน้ำให้พ่อแม่ แล้วแบกกลับมาสู่บ้าน ไปหาผลไม้มาให้พ่อแม่รับประทานอาหาร คอยปรนนิบัติวัตถากตลอดเวลา ท่านอ่านหนังสือนี้แล้วท่านว่า แหม! คนๆนี้เป็นคนยอกดมนุษย์ที่มีคุณธรรมคือความกตัญญูกตเวที รู้คุณของผู้ที่ทำคุณแก่ตน แล้วท่านก็อธิษฐานใจว่า เราจะมีชีวิตเหมือน สุวรรณสามที่เราอ่านนี้ หนังสือดี  มีอิทธิพลสร้างคุณธรรมให้แก่เด็ก แต่หนังสือเลวก็มีอิทธิพลสร้างความชั่วร้ายขึ้นในจิตใจเด็กเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราที่เป็นพ่อแม่ เวลาที่จะให้ลูกกินอาหารนี่เลือกแล้วเลือกอีก กลัวจะเป็นโทษ ท้องไส้เสีย แต่ว่าอาหารใจนี่พ่อแม่ไม่ค่อยได้เลือกให้ลูกกิน ลูกไปหาซื้อมาอ่านตามชอบใจ หนังสือการ์ตูนบางประเภทอ่านแล้วเป็นพิษก็มี หนังสือ อ่านเล่นที่อ่านแล้วเป็นพิษต่อจิตใจก็มี  ภาพบางประเภทในกระดาษ  เป็นพิษเป็นภัยแก่ลูกเหลือเกิน พ่อแม่ไม่ค่อยได้สนใจ ไม่ได้เอาใจใส่ว่าอันนี้มันเป็นอาหารที่เป็นพิษ ให้โทษกว่าอาหารทางร่างกาย อาหารร่างกายนี่กินเข้าไปแล้วท้องเสีย ถ่ายหมดมันก็หยุดกันเท่านั้นเอง แต่อาหารที่เป็นพิษแก่จิตใจนั้น จะให้โทษแก่ชีวิตของเด็กจนตลอดชีวิตเลย ถ้าเขาไม่ ได้พบคนดี หรือไม่ได้พบสิ่งดีมาแก้ มันก็จะเสียผู้เสียคน ฉะนั้น เราที่เป็นพ่อแม่นี่ต้องระวังในเรื่องนี้ ต้องทำตนให้เป็นตัวอย่างแก่ลูก แล้วคอยควบคุมสิ่งที่จะเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของลูก อย่าให้สิ่งที่เป็นพิษผ่านเข้ามา ในครอบครัวเราไม่มีสิ่งที่เป็นพิษ เราต้องไม่ให้สิ่งที่เป็นพิษเข้ามา จะเอาไว้แต่สิ่งที่เป็นคุณเป็นค่าในการสร้างเสริมชีวิตจิตใจ จึงจะเป็นการถูกต้อง อันนี้น่าคิดอันหนึ่ง ครั้งหนึ่งท่านได้ดูละครเรื่องท้าวหริศจันทร์  ท้าวหริศจันทร์เป็นเรื่องชาดกเหมือนกัน  คนไทยเราคงเคยอ่านเคยพบบ้าง ถ้ามีคนสนใจ ในอินเดียสมัยนั้นมันมีการพนันอยู่ประเภทหนึ่งเขาเรียกว่าสกา เล่นสกากัน มีเรื่องเล่นสกาพนันกันบ่อยที่สุด ในมหาภารตะสังยุต เรื่องการรบใหญ่ที่ทุ่งกุรุเกษตร นี่ก็ไม่ใช่เรื่องอะไร... เรื่องเล่นสกากัน คนเล่นฝ่าย หนึ่งโกง  เอารัดเอาเปรียบ  อีกฝ่ายหนึ่งแพ้ แพ้แล้วก็ต้องออกาจากเมือง ไม่ใช่เล่นกันพอดีพอร้าย เรียกว่าเล่นแบบยกบ้านให้เขา ว่าอย่างนั้น เอาบ้านเอาเมืองมาพนันกันเลย เป็นพระราชาก็ยกเมืองให้เลย พอแพ้แล้วก็รักษาความสัตย์ ไม่บิดเบี้ยว ไม่ทำอะไรหักหลังใคร ยอมกออกจากเมืองไปเดินป่า เมื่อไปเดินป่ายังถูกรังแกอีก ทีนี้เลยต้องรบกัน หนี ไม่พ้น ก็เลยเกิดสงครามกันระหว่างพี่น้อง ลูกพี่ลูกน้องกัน ในเรื่องวิฑูรชาดก  วิฑูรบัณฑิตนี่แกเทศน์แก่  นาคปลอมเป็นมนุษย์มาฟังเทศน์  ฟังเทศน์จบแล้วก็ไปเล่าให้เมียฟัง เมียก็อยากจะฟังเทศน์บ้าง แต่ไม่พูดตรงๆ ว่าฉันอยากจะฟังเทศน์ วิฑูรบัณฑิต กลับบอกว่าฉันอยากได้หัวใจของวิฑูรบัณฑิต พ่อนาคบอกว่าจะเอามาได้อย่างไร หัวใจเขา มันต้องฆ่าคนจึงจะเอาหัวใจมาได้เรียกว่านาคนี่ยังโง่ไม่รู้จักตีความ หมาย เขาพูดภาษาธรรม เข้าใจเป็นภาษาคนไปเสียเรื่อย ไม่เรียนภาษาธรรม ก็เลยนึกว่าจะทำอย่างไรดี นาคมีลูกสาวอยู่คนหนึ่งรูปร่างสวย รับอาสาว่าจะหาคนที่นำเอาหัวใจมาให้แม่ได้ ก็ขึ้นไปท่องเที่ยวในเมืองมนุษย์ ไปพบยักษ์ซึ่งเป็นหลานสาวท้าวเวสสุวรรณเข้า ยักษ์นั้นมีฤทธิ์มีเดชมาก ติดใจในรูปของนาง นางบอกว่า "เราจะยอมแต่งงานด้วย เมื่อท่านไปเอาหัวใจของวิฑูรบัณฑิตมาให้ได้" ยักษ์นั้นหลงนางเสียแล้วก็ต้องไป ไปแล้วจะเอามาอย่างไร. ก็ไปท้าพระเจ้าโกรพเล่นการพนันสกากัน  เจ้าโกรพนี้มีฝีมือชั้นหนึ่ง  เรียกว่าได้ถ้วยทองแล้วละ  แต่คราวนั้นแพ้ยักษ์ เพราะว่ายักษ์มันเก่งเลยแพ้ พนันเอาเมืองกันนี่ พอแพ้ก็บอกว่า"เมื่อเราแพ้ เราก็ยกเมืองให้แก่ท่าน" ยักษ์บอกว่า ไม่เอาเมืองแต่จะเอาวิฑูรบัณฑิต พระเจ้าโกรพก็ว่านั่นมันไม่ใช่เมือง เป็นคน ยักษ์ก็บอกว่า คนก็เป็นสมบัติของพระราชา  เมื่อพนันว่าจะยกสมบัติให้ก็ต้องยกคนให้ด้วย  พระราชาบอกว่ามันไม่ถูก เรื่องนี้ไม่ถูก ต้องไปให้วิฑูรบัณฑิตตัดสิน วิฑูรบัณฑิตตัดสินว่า ตัวของท่านเป็นสมบัติของพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินแพ้ต้องยกให้เหมือนกัน คนมีธรรมะไม่ตัดสินเข้าข้างตัว ถ้าเข้าข้างาตัวก็ต้องว่ามันไม่ถูกต้องบิดเบี้ยวกัน แต่นี่เขามีธรรมะ เขาไม่เบี้ยว เลยบอกว่า ต้องเป็นสมบัติ ที่ยกให้ได้ ยักษ์นั้นก็พาวิฑูรบัณฑิตเหาะไป เที่ยวแทรกไประหว่างเขาบ้าง ยกเหวี่ยงบ้าง ทำอะไรต่ออะไร ปล้ำแต่จะให้วิฑูรบัณฑิตตาย ก็ไม่ตายสักที ..เหนื่อยแล้ว..จะทำให้คนอื่นตายก็ไม่ตาย เหนื่อยแล้ว..นั่งหอบแฮก ๆ วิฑูรบัณฑิตถามว่า "เรื่องอะไรมาทำฉันอย่างนี้" ยักษ์ก็เล่าเรื่องให้ฟัง วิฑูรบัณฑิตบอกว่า "ท่านนี่โง่ชมัดเลย นางอิรันตี เขาต้องการหัวใจ ไม่ใช่หัวใจที่เป็นเนื้อ เขาต้องการธรรมะ ซึ่งเป็นหัวใจที่เป็นนามธรรมของฉัน เอาฉันไปแสดงธรรมให้นางฟังก็หมดเรื่องเท่นั้นเอง" ยักษ์ก็รู้สึกตัวว่า เรานี่แย่เกือบฆ่าคนตาย ก็เลยพาไป ท้าวหริศจันทร์นี่ก็เรื่องเล่นสกากันเหมือนกัน เล่นสกาพนันเอาเมืองแพ้เขา เมื่อแพ้อำมาตย์ข้ารา\การบอกว่าเบี้ยวได้ เรื่องการพนันนี่ไม่ใช่สัญญากันตามกฎหมาย เป็นหนี้สินที่กฎหมายมารับรอง ไม่เป็นไร เบี้ยวได้ พระราชาบอกว่าไม่ได้ เรื่องใจนี่เป็นเรื่องสำคัญ เราจะเบี้ยวใครไม่ได้ เราจะต้องถือศีลถือสัตย์ โลกนี้ถ้าไม่มีสัจจะแล้วจะเกิดปัญหายุ่ง ยาก  ก็เลยต้องออกจากเมืองไปอยู่ในป่า  อยู่ในป่าก็ไม่ให้คนเห็นเสียด้วย  ถ้าใครเกิดมาเห็นเข้าต้องวิ่งหนีไม่ให้คนเห็นตามสัญญา  ถึงไม่มีใครไปเห็นก็ทำตามสัญญา คนสมัยก่อนนี้เขาถือศีลถือสัตย์ ทำอะไรไม่ต้องทำสัญญาด้วยกระดาษหรอก เดี๋ยวนี้เขียนบนกระดาษก็ยังมีถ้อยคำเบี้ยวกัน ยังโกงกันทั้ง ๆ ที่มีสัญญา สมัยก่อนนี้ไม่ต้องมีสัญญา แต่เขาไม่โกงกัน  เพราะเขามีคุณธรรมประจำจิตใจ ท้าวหริศจันทร์ก็ต้องไปเดินป่าแสนลำบาก ตัวละครก็ลำบาก คานธีนั่งดูก็นึกชมท้าวหริศจันทร์ว่า เป็นคนมีสัจจะดีอย่างนี้ แล้วท่านก็อธิษฐานใจว่า เราจะมีชีวิตอยู่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จะไม่ยอมทำความชั่วเป็นอันขาด นี่เริ่มต้นแห่งการสร้างคุณธรรมในจิตใจ เพราะได้ดูละครเรื่องท้าวหริศจันทร์ เราดูละครกันบ่อย  ๆ เวลานี้โทรทัศน์ออกรายการละครเรื่องสิงหไกรภพ คุณโยมคุณยายคงจะชอบของโบราณ ถ้าลูกหลานดูโทรทัศน์อยู่ด้วย ต้องอธิบายให้ลูกหลานฟัง บางตอนมันดีมีคุณค่า บางตอนก็มีเสีย มีทั้งพระเอกนางเอก มีโจรผู้ราย มีอันธพาลอยู่ในเรื่องทั้งนั้น เราต้องคอยชี้ให้เด็กรู้ว่า นี่อันธพาลใช้ไม่ได้ อย่าเอาไปเป็นตัวอย่าง เราสอนไป ด้วยในตัวจากเรื่องละครที่เขาแสดงเหล่านั้น จะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม จะต้องมีตัวร้ายกาจอยู่ตัวหนึ่งในเรื่องนั้น เราก็สอนลูกได้ว่า ไอ้นี่ไม่ดี ขาดศีลธรรม เป็นคนที่ใช้ไม่ได้ เด็กก็จะได้รู้อะไร ๆ ไปตั้งแต่เบื้องต้น ไม่ใช่ดูโทรทัศน์เพื่อความสนุกอย่างเดียว หรือไม่ใช่ฟังวิทยุเพื่อความสนุกอย่างเดียว แต่ดูและฟังให้ได้ตัวอย่างจากชีวิตของตัวละครในเรื่องนั้น เหมือนที่คานธีท่านได้ตั้งแต่เป็นเด็ก แล้วก็เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตอยู่ตลอดเวลา เมื่อคานธีเป็นหนุ่มอยู่โรงเรียนมัธยม มีบทเพลงร้องว่าคนอังกฤษร่างกายกำยำล่ำสัน เพราะเขากินเหล้ากินเนื้อ คนอินเดียร่างกายผ่ายผอม สู้คนอังกฤษไม่ได้ อังกฤษมาปกครองเรา เราเป็นขี้ข้าเขา เพราะเราไม่กินเนื้อไม่กินเหล้า เขาชวนบ่อยๆ ก็โอยเอียงไปตามคำเชิญเหล่านั้น ก็เลยไป แต่ว่าตอนไปกันนี่ไปกินกันที่ลับ ทำให้เกิดความรู้สึกในใจ ว่านี่มันไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเปิดเผยได้ นี่มันเป็นเรื่องลับ ต้องเป็นเรื่องชั่ว พวกเราลอดคิดดู  ถ้าเราทำชั่ว มันต้องทำในที่ลับ เหมือนอย่างเปิดบ่อนการเล่นการพนัน ต้องมีด่านหลายด่าน มีหมาเฝ้า มีโทรทัศน์วงจรปิด มันก็บอกอยู่แล้วว่ามันชั่ว แต่ก็ยังทำอยู่ เรียกว่าพวกหน้าด้าน ทำไปอย่างนั้นเอง แต่ว่าคานธีท่านหน้าไม่ด้านพอ เพื่อนชวนท่านไป ท่านก็นึกในใจว่ามันไม่ถูกแต่เมื่อไปแล้วก็ต้องกิน กินแพะเข้าไปชิ้นหนึ่ง ดื่มเข้า ไปนิดหน่อย กลับมาบ้านรู้สึกว่าแพะมันร้องอยู่ในท้องตลอดเวลา..แบ๊ ๆ ร้องอยู่ตลอดเวลา ไม่สบายใจ มีความทุกข์ เป็นธรรมดาที่คนเรานี้ทำอะไรผิดไปแล้ว  มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไร สังเกตดู สังเกตในตัวเรา เวลาเราทำผิดนี่ เราเป็นทุกข์ไม่สบายใจ คานธีน้อยไม่ยอมทนทุกข์อยู่ไปหาพ่อเลย ไปถึงบอกพ่อว่า "ผมได้ทำความผิดไปอย่างหนึ่ง มีความเสียใจมาก คือได้ไปกินเนื้อไปกินน้ำเมา" พ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่น้ำตาไหล น้ำตาไหลนี่ไม่ใช่เสียใจ ดี ใจว่าลูกยังมีคุณธรรมเหลืออยู่ในจิตใจ  แม้กระทำความผิดก็ยังสำนึกว่าตัวผิด คนที่ทำผิดแล้วสำนึกว่าตัวผิด ยังให้อภัยได้ ยังเลี้ยงได้ แต่ถ้าทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิด นี่ก็เรียกว่าตัดหางปล่อยเลย แต่อย่าเอามาปล่อยวัด เดี๋ยวมันจะยุ่งกับพระต่อไป ได้ที่เขาว่า "ตัดหางปล่อยวัด" นี่ไม่ได้ พระลำบาก ตัดหางปล่อยวัด ไม่ไหว คนอย่างนั้นดอกบัวใต้น้ำ มีแต่จะ เน่าเป็นเหยื่อเต่าเหยื่อปลา สู้ไม่ไหว ต้องปล่อยไป คานธีท่านได้บทเรียนไว้ถูกต้อง ตั้งแต่นั้นมาก็ระมัดระวัง ไม่กระทำอะไรที่เป็นความผิดต่อไป ก็เรียนหนังสือมาได้ด้วยดี แต่ก็ไม่เก่งเท่าใด เรียนไม่ค่อยเก่งเท่าใด แต่ตั้งใจเรียนดี เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมในอินเดียแล้ว  มีทนายความคนหนึ่งเขามาแนะนำว่า  คานธีนี่ต้องส่งไปเรียนเมืองนอก เรียนอังกฤษ เรียนกฎหมาย แล้วต่อไปจะได้เป็นทนายความ ชีวิตก็จะดีขึ้น เรียนที่อินเดียนี่มันไม่สูงพอหรอก ต้องส่งไป คุณแม่ไม่อยากให้ลูกไป ก็พาไปปรึกษาพระฝ่ายฮินดู ไปปรึกษากับพระฝ่ายไชนะ พระก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ควรให้เขา ไป  แต่แม่ก็ยังคิด  ไม่ค่อยยอม  คือกลัวว่าลูกไปอยู่เมืองฝรั่งนี่จะเอาวัฒนธรรมฝรั่งมาใช้ จะไปดื่มเหล้า จะไปเที่ยวผู้หญิง จะไปกินเนื้อ จะประพฤติเหลวไหล วิตกกังวลเรื่องนี้ ก็บอกให้ลูกทราบว่า "แม่ไม่อยากให้ลูกไป เพราะกลัวลูกจะไปเอาวัฒนธรรมฝรั่งมาใช้ จะไปประพฤติสิ่งเหลวไหล" คานธีกราบลงแทบเท้าคุณแม่ แล้วบอกว่า "แม่ไว้ใจผมเถอะ  ผมขอปฏิญาณว่า เมื่อไปอยู่เมืองนอกจะไม่ประพฤติสิ่งเหลวไหลอันขัดต่อระเบียบประเพณีวัฒนธรรมของอินเดีย ของครอบครัวเราเป็นอันขาด" คุณแม่ก็ตกลงไว้ใจลูก เลยไห้ไป คานธีออกเดินทางโดยทางเรือ  สมัยนั้นยังไม่มีเรือบิน  กว่าจะถึงก็นานตั้งเดือน  ออกจากบอมเบย์ไปในเรือ พอถึงเวลาเขาเลี้ยงอาหาร ก็ตั้งโต๊ะกินแบบฝรั่ง คานธีเข้าไปนั่ง เห็นว่าอาหารมีแต่เนื้อทั้งนั้น..เนื้อไก่...เนื้อหมู...เนื้อวัว ไม่มีอะไรอย่างอื่น ท่านกินไม่ได้ เลยขอโทษ ลุกขึ้นกลับห้อง มากินขนมปังกรอบๆ ที่ซื้อไปจากบอมเบย์นั่นแหละ  กลั้วคอด้วยน้ำไปตลอดเวลา  ฝรั่งรู้  เขาก็มาปลอบโยน บอกว่า "อย่าทำอย่างนั้น ชีวิตมันจะสูญเสียเปล่าๆ เราต้องกินเนื้อ ต้องบริโภคของที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย เธอนี่ร่างกายผ่ายผอมเพราะไม่กินเนื้อ" คานธีบอกว่า "ผมกินไม่ได้เนื้อ เพราะว่าสัญญาไว้กับคุณแม่แล้วว่าจะไม่กินเนื้อ ผมรักคุณแม่ ผมทำผิดไม่ได้" ไม่ยอมกิน แม้จะตายก็ไม่ยอมกินเนื้อ  ไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้กับคุณแม่ นี่น้ำใจมั่นคง อยู่ไปในเรือ  ฝรั่งเขาสงสารเข้ามาพูดจาปลอบโยน  แล้วไปบอกพ่อครัวว่าให้ทำแกงฝักให้กิน พ่อครัวก็บอกว่ากินก็ไม่มีรสชาติอะไร ผักต้มเฉยๆ ไม่ได้ใส่พริก ไม่ได้ใส่เครื่องเทศ อินเดียกินของใส่เครื่องเทศนี่ มันร้อยๆ ซู่ๆ ซ่าๆ พอกินได้ อาตมาไปอินเดียก็ชอบฉันเหมือนกัน แต่ว่ามันเดือดร้อนตอนถ่าย มันถ่ายไม่ค่อยออก ท้องผูก คานธีบอกว่าไม่อ ร่อย  แต่ก็กินพอประทังชีวิตไป  พอไปต่อไปฝรั่งคนหนึ่งมาชวนคุยว่า  "เมื่อใดถึงอ่าวบริสเบย์ เธอจะต้องเปลี่ยนความคิดในเรื่องกินเนื้อ เธอจะต้องเปลี่ยน" คานธีถามว่า "ทำไม?" "เพราะว่าที่นั่นมันหนาว หนาว ๆ นี่มันต้องกินเหล้าให้อุ่นหน่อย แล้วก็กินเนื้อให้ความร้อนแก่ร่างกาย" คานธีถามว่า "ฝรั่งที่ไม่ดื่มเหล้ามีไหม ฝรั่งที่ไม่กินเนื้อมีไหม?" เขา บอกว่า "แต่ว่าเขาทนได้เพราะว่าเขาอยู่ที่นั่น เธอนั้นมาอยู่เมืองร้อน จะทนไม่ได้ จะเอากระดูกไปทิ้งเสียเปล่า" คานธีก็ยิ้ม นึกในใจว่าถึงฉันตาย ฉันก็ไม่ยอมเสียสัจจะ เสียชีพอย่าเสียสัตย์ ลูกเสือเขาสัญญากันไว้อย่างนั้น ท่านก็ไม่ทำ ท่านไปถึงอังกฤษก็ไปพักโรงแรม  ไปกับทนายความคนหนึ่ง  เขาพาไปพักโรงแรม  แหม!  มันหรูหราฟู่ฟ่า  ท่านไม่เข้าไปกินข้าวรวมกับฝรั่ง เพราะไม่มีอะไรจะกินได้ ท่านก็กินอยู่ในห้องของท่านนั่นแหละ ก็มีคนมาแนะนำว่า มาพักอยู่แบบนี้ไม่ได้...แพง จะไปหาบ้านให้อยู่ใหม่ เลยไปหาบ้านเช่า ให้อยู่กับครอบครัวเขา ท่านก็ไปอยู่ แต่เวลากินข้าว  ท่านก็ไม่ยอมกินด้วย เขาก็รู้ว่าไม่กินเนื้อ เขาก็ต้มผักให้กิน มันก็ไม่มีรสชาติดังเคย คานธีก็คิดว่า ไม่ได้เราต้องเลี้ยงตัวเอง พยายามหาวิธีการมาปรุงอาหารเอง หาพรรคพวกมารวมเป็นสมาคม ตั้งสมาคมเสพผักขึ้นในกรุงลอนดอนได้ ท่านสู้ตามเรื่องของท่านจนท่านอยู่ได้ เมื่อเรียนจบได้เนติบัณฑิตอังกฤษ สมความปรารถนาของพ่อแม่แล้ว ก็เดินทางกลับ มาถึงท่าเรือที่บอมเบย์ ทุกคนไปรับ แต่ว่าขาดคุณพ่อ ท่านก็ไม่ถาม นึกว่าคุณพ่อท่านมาไม่ไหว เพราะบ้านมันไกลจากท่าเรือ ก็เฉย ๆ ไว้ แต่พอไปถึงบ้านจึงรู้ว่าคุณพ่อสิ้นบุญเสียแล้ว ก็มีความเศร้าโศกเสียใจพอควร ร้องไห้ร้องห่ม ท่านไม่ใช่คนใจแข็งแต่มันเข้มแข็งบางเรื่อง เรื่องเกี่ยวกับพ่อแม่ก็ต้องเสียใจ แล้วก็คิดว่าเราจะดำรงชีวิตอย่างไรต่อไป ข้างหน้า ท่านก็คิดว่าจะไปอัฟริกาดีกว่า เขาเรียกว่าเซ้าธ์อัฟริกา อัฟริกาใต้ ๆ เป็นประเทศที่ใจโหดเหี้ยมที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะเขาเหยียดผิวที่สุด คนผิวดำถูกเหยียด ผิวเหลือง ผิวอื่น ๆ ก็ถูกเหยียดทั้งนั้น นอกจากฝรั่งสีน้ำข้าวเท่านั้น ที่ไม่ถูกเหยียดเลย บนรถไฟคนผิวดำผิวเหลืองเขาไม่ให้นั่งชั้น ๑ หรอก ชั้น ๒ ก็นั่งไม่ได้ ต้องนั่งชั้น ๓ คานธีไปอยู่ที่นั้น  ได้เห็นการเหยียดหยามกันในทางผิว กีดกันหลายเรื่องหลายประการ ท่านคิดว่าไม่ได้ มันไม่เป็นธรรมสิ่งใดที่ไม่เป็นธรรมคานธีทนไม่ได้ ท่านจะต้องต่อสู้ เรื่องความไม่เป็นธรรม ท่านเรียกร้องความเป็นธรรมเสมอ ครั้งหนึ่งเดินทางด้วยรถไฟ ท่านตีตั๋วชั้น ๑ เลย คนขายตั๋วบอกว่า "ไม่ได้หรอกชั้น ๑ ท่านนั่งไม่ได้ " คานธีค้านว่า " ฉันซื้อตั๋ว ฉันไม่ได้พูดเรื่องนั่ง เอาตั๋วให้ฉันก็แล้วกัน" เขาบอกว่าถึงซื้อไปก็นั่งไม่ได้ จึงไม่อยากขายให้ "ท่านมีหน้าที่ขายตั๋ว ฉันมีหน้าที่ซื้อ ขายให้ฉันก็แล้วกัน" พอซื้อตั๋วเสร็จรถจอดก็ขึ้นไปนั่งก๋าอยู่ชั้น ๑ เลย นั่งทำท่าเฉย เดี๋ยวการ์ดรถหนีบตั๋วมา มาถึงก็ทำมือ ทำท่า พูดจาดูหมิ่น " เฮ้ย.. ทำไมมานั่งตรงนี้ นี่ที่นั่งชั้น ๑" แกชูตั๋วให้ดู "นี่ตั๋วชั้น ๑" "ไม่ได้ มีตั๋วชั้น ๑ ก็นั่งไม่ได้" "ฉันมีสิทธิเพราะฉันมีตั๋วชั้น ๑" การด์รถว่า "สิทธิไม่มีตามตั๋ว ท่านมันคนผิวดำมานั่งนี่ไม่ได้ ต้องไปนั่งชั้น ๓" "ฉันไม่ไป ฉันนั่งตามตั๋วที่ฉันซื้อ" ไอ้พวกนั้นมันโกรธท่าน  ก็ยกร่างผอม  ๆ  โยนมาทางหน้าต่างเลย  โยนมาที่ชานชลาแล้วรถก็แล่นออกไป  ท่านไม่ได้ไปก็โทรเลขถึงผู้อำนวยการรถไฟ ซึ่งเป็นคนอังกฤษ บอกว่าท่านคือใคร โทรเลขมาถึง ผู้อำนวยการตกใจ เพราะท่านฟ้องร้องได้ตามกฏหมาย เรียกร้องสิทธิปรับเป็นเงินสักเท่าไรก็ได้ ศาลต้องถือกฏหมายในศาล ต้องจัดขบวนรถพิ เศษมารับท่านตู้หนึ่ง ขบวนรถจักรคานธีนั่งคนเดียวเท่านั้นเอง ต้องเป็นตู้ชั้น ๑ ด้วย ตู้ชั้น ๓ ก็ไม่ได้ เพราะว่าต้องนั่งชั้นนั้นตามตั้ว ท่านก็นั่งไปได้ แต่ท่านว่าแม้ได้นั่งก็ยังไม่ได้สิทธิ ต้องต่อสู้ต่อไป ท่านก็ทำการต่อสู้เรื่อยไป คนอินเดียที่ไปอยู่เมืองนั้น  ไปอยู่กันมาก  ไปเป็นกรรมกรตามไร่อ้อย  ตามสวน  ตามที่ต่าง  ๆ  ถูกเหยียดหยามมาก  ลำบากยากจน  ท่านไปเห็นแล้วสงสาร  คิดว่าจะต้องช่วยคนเหล่านี้  ก็พยายามเปิดสำนักงานว่าความ ขึ้นในประเทศนั้น ครั้งหนึ่งท่านนั่งเรือไปอินเดียแล้วกลับมา คนผิวขาวมันไปห้อมล้อมที่ท่าเรือ มันจะตีให้ตาย ตำรวจบอกว่า  "ท่านปลอมตัวเป็นผู้หญิง ฉันจะพาหนีออกไป" ท่านบอกว่า "เอ๊อ..ทำอย่างนั้นมันขี้ขลาดตาขาว ฉันทำไม่ได้หรอก ฉันจะต้องเดินไปอย่างธรรมดา เขาจะทำอะไรฉันไม่ได้ ฉันยังไม่ตายก่อน ฉันยังจะต้องทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคมต่อไป" ท่านก็เดินลงไป  เดินพอถึงดิน  ไอ้พวกนั้นก็รุมกันทุบท่าน  แต่ตัวท่านเล็ก ก็เที่ยวซอกแซกไปตามหว่างขาคน มีสุภาพสตรีคนหนึ่งเอาร่มมากั้นไว้ ไม่ไห้ท่านคานธีถูกทำร้าย ก็ช่วยกันเอาตัวพาไปถึงบ้าน หัวร้างข้างแตกถลอกปอกเปิกไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว ไปอยู่บ้านนั้นแล้ว พวกนั้นก็พากันไปล้อมบ้าน มันบอกว่าให้ส่งคานธีออกมา จะเอาไปแขวนคอที่ต้นมะ ขามสนามหลวง ว่ายังงั้นเหมือนกรุงเทพฯ (ที่โน่นไม่มีต้นไม้อื่นหรอก) จะเอาไปแขวนคอ ตำรวจก็มาช่วย พาขึ้นรถพ้นไปจากสถานที่นั้น ท่านก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ท่านบอกว่าพวกนี้มันยังโง่เขลาเบาปัญญาเราจะต้องทำให้เขาสำนึก ในความเป็นมนุษย์ร่วมโลกกัน ท่านก็ต่อสู้ ทีนี้เมื่อเปิดสำนักงานว่าความ ท่านเป็นทนายความที่ไม่เหมือนใคร คือท่านไม่อยากจะได้เงินจากการว่าความ แต่ต้องการจะให้ลูกความไม่ต้องเป็นความกัน คือไกล่เกลี่ยประนีประนอมกันแล้วท่านก็ทำอย่างนั้น มีเศรษฐีตระกูลหนึ่งเป็นอิสลาม  ประกอบอาชีพค้าขายพี่กับน้องเกิดแตกแยกกัน ไม่ตกลงกัน เป็นความกัน เงินทุนตั้ง ๒๐ ล้าน ไม่ใช่เล็กน้อย ท่านก็บอกว่า "นี่เรามันเป็นอะไรกัน ๒ คนนี้" "พี่กับน้อง" "พี่กับน้องมาเป็นความกันนี่มันเรื่องอะไร" คานธีพยายามพูดเพื่อให้เข้าใจกัน แล้วก็ไปหาทนายความฝ่ายโน้น พูดทำความเข้าใจ เสร็จแล้วก็ไปหาคู่ ความพูดปรับความเข้าใจนัดมาพบกันทั้ง  ๒  ฝ่าย  แล้วก็เทศน์ให้คนทั้งสองฟัง  จนไอ้พวกนั้นใจอ่อน ถอนคดี ไม่ต้องเป็นความกันต่อไป ท่านบอกว่าเป็นความนี่มันจะเป็นโรคประสาท เพราะเรื่องมันยาว ยิ่งความแพ่งแล้วเรื่องมันช้ากว่าจะตัดสิน ไอ้เราก็คอยเป็นทุกข์ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ จะลำบากอย่างไร จิตใจเป็นห่วง ล่อแหลมต่อการเป็นโรคประสาท  โรคท้องพิการ กระเพาะอาหารเป็นพิษ มันหลายเรื่อง ประนีประนอมกัน พูดกัน คานธีเป็นคนกลาง เรื่องมรดกก็เรียบร้อย ไม่เกิดปัญหา คนทั้ง ๒ ก็รักเคารพบูชาคานธี ต่อมาท่านเห็นคนยากจนมาก  ท่านก็ไปตั้งนิคมเรียกว่า  นิคมฟินิค ตั้งเพื่อเอาคนจนไปอยู่ที่นั้นให้มีบ้านอยู่ โดยการหาเงินจากพวกพ่อค้าที่ร่ำรวย ที่ท่านได้ช่วยเหลือในธุรกิจต่าง ๆ ไว้ เขาก็ให้เงินมา ท่านก็ไปอยู่ในนิคมนั้นด้วย ช่วยเหลือคนเจ็บไข้ได้ป่วย พยาบาลคนทุกประเภท ไม่ถือว่าเป็นกษัตริย์เป็นพราหมณ์เป็นเวศย์ เป็นศูทรอะไร ท่านไม่ถือชั้น วรรณะ ช่วยเหลือคนเหล่านั้น คนก็มีความรักใคร่พอใจ กิจการก็ค่อยดีขึ้น คือท่านกินอยู่น้อย ใช้จ่ายไม่มากในครอบครัว แต่เอาเงินส่วนเกินนั้นไปทำประโยชน์แก่คนอื่น ให้คนอื่นได้อยู่เย็นเป็นสุขตามสมควรแก่ฐานะ ท่านพร้อม ที่จะรับใช้คนอื่น คราวหนึ่งท่านคิดว่า  ที่โรงพยาบาลนี่คนป่วยมาก  แต่บุรุษพยาบาลมีน้อย ท่านก็ไปบอกผู้อำนวยการโรงพยาบาล ขอสมัครมาเป็นบุรุษพยาบาล โดยไม่ต้องมีเงินเดือน ไม่ต้องมีสิ่งตอบแทน ท่านจะมาช่วยวันละกี่ชั่วโมง ท่านก็ให้ วันหนึ่งสมมติว่า ๓ ชั่วโมง ท่านก็ไปทำงาน ช่วยพยาบาลคนเจ็บไข้ได้ป่วย ปลอบโยนจิตใจให้ความสะดวกอะไรต่าง ๆ โดย ไม่ได้รับอะไรตอบแทนแม้แต่น้อย นี่คือความเสียสละที่มีอยู่ในน้ำใจท่าน ตั้งแต่เริ่มต้นของชีวิตต่อสู้ทางการเมือง คานธีสร้างสิ่งนี้ขึน้ก่อน แล้วก็อยู่สบายในประเทศนั้น ท่านเป็นทนายท่านจะว่าความแต่เรื่องที่ถูกต้อง ถูกเขาโกง คนนี้เป็นผู้บริสุทธิ์ถูกเขาโกง ต้องพูดความจริงให้ฟัง ถ้าพูดความเท็จให้ท่านฟัง ท่านจะไม่ว่าความให้ ไม่ว่าเป็นอันขาด ครั้งหนึ่งมีเศรษฐีชาวปาซี่ที่อยู่อินเดีย  ปาซี่ก็คือพวกอิหร่าน  เขานับถือศาสนาเก่าก่อนอิสลามเกิด  อิสลามเกิดขึ้นก็รุกไปในอิหร่าน พวกนี้ไม่ชอบ หนีมาอยู่อินเดีย มาตั้งหลักแหล่งอยู่ในอินเดีย ในบอมเบย์ เป็นพ่อค้าใหญ่โต มีฐานะดีเหมือนกัน มีคนหนึ่งชื่อรุสตำยี ไปค้าขายที่เมืองอาฟริกาใต้ เขาร่ำรวย แต่ท่านนึกว่านายคนนี้ร่ำรวยเพราะการค้าขาย  ความจริงแกค้าของหนีภาษี ค้ามานานแล้ว แต่ว่าไม่ถูกจับ พอถูกจับก็วิ่งมาหาคานธี มาปรึกษาให้ว่าความ คานธีก็บอกกกว่า "ไหนเล่าชีวิตจริงของเธอให้ฉันฟังหน่อย เล่าความจริงนะ ถ้าไม่เล่าความจริงฉันช่วยไม่ได้" แกก็เล่าให้ฟังว่าแกค้าขาย..ไม่สุจริตหรอก แกค้าของเถื่อน เอามาจากประเทศนั้นประเทศนี้มานานแล้ว เพิ่งจะถูกจับคราวนี้เอง คานธีว่า"เรื่องนี้ฉันไม่ว่าความให้เธอ แต่ว่าเธอต้องไปกับฉัน ไปกรมศุลกากรด้วยกัน" ก็พาไปกรมศุลกากร คานธีบอกว่า "เธอต้องสารภาพความผิดของเธอกับอธิบดีกรมศุลกากรให้หมด" เจ้านั่นก็เล่าให้อธิบดีฟัง แล้วก็ไปหาตำรวจ ไปหาอัยการ หาหมด ๓ เจ้าหน้าที่ แกไปหาหมด ผลที่สุดเขาก็ไม่เอาเรื่อง แต่ว่าต้องเสียภาษีย้อนหลังมากมายเลย เศรษฐีนั้นก็ยอม ยอมเสียภาษีย้อนหลัง ซึ่งถูกปรับเป็นเงินตั้งล้านกว่า ถูกปรับมากมาย เพราะไม่เสียภาษี ตั้ง แต่นั้นมานายคนนั้นก็เลิก ไม่ค้าขายของหนีภาษีอีกต่อไป ค้าขายแต่ในทางสุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ชีวิตก็เรียบร้อย ไม่ต้องเป็นโรคประสาทเพราะกลัวตำรวจจะจับอีกต่อไป ก็ได้รับความสุขจากคำแนะนำของท่าน ในฐานะเป็นทนาย ท่านเป็นทนายแบบนี้  ไม่ใช่ทนายที่เห็นแก่ตัว  เห็นแก่ได้  เขามีภาษิตบอกว่า" ยื่นมือให้ทนาย แล้วเขาจะจูงท่านไปสู่ตะแลงแกง คือไปสู่ที่ตาย" ลองยื่นมือให้เถอะ แต่คานธีนั้นเรายื่นมือให้ จะจูงเราไปสวรรค์ ท่านจะไม่เห็นแก่รายได้จากทนาย แต่ว่าจะช่วยลูกความให้เข้าสู่ธรรมะ ให้ประพฤติดีประพฤติชอบ อันนี้หายาก เป็นทนายความคนเดียวใน โลกก็ว่าได้ ที่มีอยู่ในโลกนี้ นอกนั้นแล้วเขาต้องการเงินกันทั้งนั้น  ทนายนี่  ความอะไรเขาก็ว่าทั้งนั้นจะแพ้ก็ "ไม่เป็นไร เรื่องนี้สู้ได้" แพ้ศาลชั้นต้น "โอ๊ย มีทางจะอุทธรณ์ ต้องสู้ศาลอุทธรณ์ต่อไป เอามาอีก ๓๐,๐๐๐" พออุทธรณ์แพ้ "แหม ศาลฎีกายังมีอีกศาลหนึ่ง ไอ้ตรงนี้มีต้องพิจารณาแง่กฏหมาย ว่ากันตามกฎหมาย ต้องให้ศาลฎีกา เอาเงินมาอีก ๓๐,๐๐๐" แล้วก็ถึงศาลฎี กา  พอถึงศาลฎีกา  ศาลฎีกาตัดสินแพ้ แพ้เพราะอะไร เพราะว่าเรื่องมันจริงอย่างนั้น ลูกชายไปฆ่าเขาตายกลางวันแสก ๆ แล้วจะไปสู้ความให้ชนะ มันจะชนะได้อย่างไร พยานมันเห็นเยอะแยะ เขายืนยัน เลยแพ้ ก็เพราะว่าทนายมันว่าไม่แพ้นี่ เลยเชื่อทนาย คนนั้นก็ต้องขายนาไปจนหมดตัว ลูกชายก็ติดคุก นาติดคุก ไปคบกับทนายอย่างนี้เข้ามันก็ฉิบหาย เท่านั้นเอง ถ้าไปเจอทนายแบบคานธี  เขาคงบอกว่าเราอย่าไปสู้เลย  เพราะลูกเราไปฆ่าเขาจริง รับสารภาพเสียเถอะ ติดคุกไม่นานแล้วก็ได้อภัยโทษ ไม่เท่าไรก็ออก ไอ้นี่ติดคุก ๒๐ ปี กว่าจะได้ออกก็แย่ไปตาม ๆ กัน เพราะทนายเห็นแก่ได้ ต้องการเงินท่าเดียว นี่เป็นอย่างนี้ คานธีท่านเป็นทนายที่มีคุณธรรม ไม่เห็นแก่รายได้จากเรื่องทนายความ ท่านจึง เป็นที่รักของประชาชน ครั้งหนึ่งท่านอยู่  ๓  ปีแล้วจะกลับบ้าน  เมื่อจะกลับบ้านพ่อค้าชาวอินเดียก็เรี่ยไรเงินซื้อสายสร้อยประดับเพชร สาวใหญ่ให้แก่ภรรยา มีแหวน มีอะไรต่ออะไรหลายอย่าง เอามาให้เวลาคานธีไม่อยู่ คานธีกลับมาถึงเห็นภรรยาสวมสายสร้อยเส้นใหญ่ "เอ๊ะ เธอเอามาจากไหน" "พ่อค้าเขาเอามาให้" พอรู้ว่าพ่อค้าเอามาให้ท่านสะอึกทันที "ตายแล้ว  เขาเอามาให้ทำไม ของอย่างนี้ ท่านไม่อยากได้ แต่จะพูดกับภรรยาว่า ไม่ได้ อย่ารับ มันก็จะเป็นการหักโหมน้ำใจกันมากเกินไป เพราะผู้หญิงเขารักของสวย ๆ งาม ๆ ก็เลยนอนไม่หลับคืนนั้น เรียกลูกชายมาพูด บอกว่า "ลูกไปพูดับแม่นะ ทำความเข้าใจกับแม่ให้ดี ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่มีอุดมการณ์ เราไม่เห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่อามิส เราตั้งใจว่า เราจะใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะรับไว้ ไปบอกแม่ พูดให้ดีนะ" ลูกชายไปบอกแม่ แม่ก็ตุปัดตุป่องมา น้ำมูกน้ำตามไหล ออกมาฉอด ๆ ว่าคานธี คานธีก็นั่งฟังเฉย ๆ แล้วก็พูดจาปลอบโยนอย่างนั้นอย่างนี้ ผลที่สุดก็ปลดสายสร้อยออกจากคอเมีย สายสร้อยคอ สายสร้อยมือ อะไรต่ออะไร มีอยู่ที่ไหนอีกเอามาให้หมด รุ่งเช้าคานธีก็เรียกคณะพ่อค้ามาบอกว่า "ฉันรับไม่ได้ของเหล่านี้ มันผิดอุดมการณ์ของฉัน ฉันไม่มีหน้าที่จะรับอะไรจากใคร ฉันมีหน้าที่แต่จะให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น เพราะฉะนั้นขอให้พวกท่านรับไป เอาไปขายเสียให้หมด แล้วเอาเงินไปช่วยมูลนิธิ ช่วยสงเคราะห์คนยากจน ที่นิคมที่ฉันได้ตั้งไว้"พวกนั้นก็ได้ไปจัดการตามที่ท่านปรารถนา นี่ดูตัวอย่างน้ำใจ หายาก คนอย่างนี้หายาก สมัยนี้เขาไม่ให้ก็ยังบ่น ไอ้นี่มันไม่ช่วยเลย ให้อะไรมันก็ไม่ให้ เราไปติดต่ออะไรถ้าไม่หยอดน้ำมันยี่ห้อในหลวงละก้อเครื่องมันฝืด มันไม่ค่อยเดิน มันหมุนช้า ต้องหยอดลงไปนิดหน่อย มันเป็นอย่างนี้ ทุกหนทุกแห่ง ไม่มีน้ำใจอย่างคานธีบ้างเลย นี่ท่านไม่เอา ถือว่าของไม่ดี ท่านรับใช้ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ครั้งหนึ่งเขามีการประชุมสภาคองเกรส เรียกว่าพรรคการเมืองอินเดีย ที่เมืองกัลกัตตา เวลาประชุมนี่คนมาก ท่านเข้าห้องส้วม แหม ! สกปรกที่สุดเลย ส้วมสกปรก พอเห็นสกปรกถ่ายไม่ลง ท่านไปตักน้ำมา เอาไม้กวาดมาเช็ดมาถู มีคนหนึ่งมาเห็นก็บอกว่า "เอ้า ทำไมทำอย่างนั้น นี่มันงานคนใช้ ไม่ใช่งานเช่นท่าน" เวลานั้นยังไม่ได้เป็นมหาตมะ ยังไม่ดัง  ท่ นี่เป็นตัวอย่าง คานธีตั้งนิคมขึ้นที่อินเดีย  ที่บ้านเกิด ที่นั่นเขามีวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล ๕ วรรณะ จัณฑาลเป็นวรรณะที่ ๕ พวกพราหมณ์ก็ไม่แตะต้องพวกจัณฑาลหรอก ใคร ๆ เขาก็ไม่แตะต้องกับพวกจัณฑาล จัณฑาลเดินเดินเหยีบเงาคนอื่นก็ไม่ได้ กลัวเป็นบาป ท่านก็รับครอบครัววรรณะต่ำ วรรณะที่ ๕ คือพวกจัณฑาลเข้าไปไว้ในนิคม คนทั้งหลาย ไม่ชอบเลย มีเศรษฐีคนหนึ่งให้เงินอุดหนุนอยู่ทุกเดือน พอมาเห็นครอบครัวนั้นก็บอกว่า " ถ้าครอบครัวนี้มาอยู่ในนิคม ฉันจะเลิกให้เงิน" คานธีบอกว่า "ขอบใจ แต่ไม่เป็นไรหรอก ธรรมะต้องช่วยคนที่รักธรรมะต่อไป" ท่านกลับถึงสำนักงานถามลูกชายว่า  "เงินเหลือเท่าไร"  "เงินมีอยู่  ๒๐,๐๐๐" "ต่อไปนี้เราต้องช่วยตัวเองแล้ว ทุกคนต้องทำงาน ต้องปลูกผัก ต้องช่วยตัวเอง เพราะไม่มีคนช่วยเหลือแล้ว" ท่านก็สร้าง "ลัทธิช่วยตัวเอง" ขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อท่านเป็นใหญ่เป็นโต เป็นมหาตมะ ท่านปั่นด้ายทุกวัน ท่านทอเสื่อทอผ้าสำหรับใช้ตัดเสื้อผ้าของท่านเอง  แล้วสมาชิกทุกคนต้องปั่นด้าย ต้องทอผ้า ช่วยตัวเองกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นไหน ท่านคิดขึ้นมาอย่างนั้น เศรษฐีคนนั้นก็ไม่ช่วยอีกต่อไป ต่อมาวันหนึ่งเศรษฐีคนนั้นขับรถมาที่นิคม  ขับรถมาจอดไกล ๆ โน่น ให้คนไปบอกคานธีมาพบ คานธีไปถึง เศรษฐีก็ว่า "ฉันจะไม่ให้เงินแล้ว แต่ว่าสงสาร แต่ฉันไม่เข้าไปในนิคมนั้น ฉันมาหยุดตรงนี้ ฉันกลัวบาปจะติดฉัน ในนิคมนั้น" คานธีบอกว่า "ถ้าท่านกลัวบาปแบบนี้ ท่านก็จะเป็นคนบาปตลอดไป เพราะท่านไม่รู้ว่าบาปคืออะไร การช่วยเหลือคนอื่น มันจะเป็นบาปตรงไหน การที่ตระหนี่ เห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ เอาดอกเบี้ยแพง ๆ นั่นแหละมันบาปหนักกว่าเรื่องอย่างนี้" ท่านด่าเศรษฐีคนนั้นเข้าให้แล้ว เศรษฐีคนนั้นก็บอกว่า "เอาเถอะ ฉันมาแล้วก็รับเงินของฉันไปด้วยก็แล้วกัน" ต่อมาเศรษฐีคนนั้นก็ยอมแพ้คานธี ต้องเข้าไปในนิคมไปช่วยเหลือคานธีต่อไป คานธีเอาชนะด้วยความดี  ชีวิตของท่านผู้นี้เป็นชีวิตที่มีคุณธรรมตลอดเวลา  จนกระทั่งตายวันที่ตาย  กำลัางเดินจะไปสวดมนต์  พูดธรรมะให้คนในสนามฟังมากมาย ไอ้บุรุษหนุ่มใจร้อนคนหนึ่ง ไปถึงเอามือแตาะเท้า ลุกขึ้นยืน ..โป้ง..ยิงคานธี ยิงง่ายจะตายไป แกไม่ใช่สู้ใครแบบนี้นี่ ตัวผอม ๆ ถูกยิงก็ล้มลง คนก็เข้ามาประคอง ท่านยกมือพูดว่า " ราม  ๆ ๆ" เอ่ยชื่อพระรามซึ่งถือว่าเป็นผู้เป็นเจ้า เหมือนเราเอ่ยนามว่า "พุทโธๆ" ให้อภัยกัน ไม่ถือโทษโกรธตอบ ไอ้คนนั้นก็ถูกจับ ถูกประหารชีวิตไปตามกฏหมาย ตัวทานตาย แต่ว่าชีวิตไม่ตาย คนทั้งหลายยังเคารพสักการบูชา อนุสาวรีย์มีอยู่ทั่วไปในประเทศออินเดีย มีอยู่ในอังกฤษ มีอยู่ในอเมริกา คนทั้งโลกยกย่องคานธีว่า เป็นผู้มีน้ำใจประเสิรฐ มี คุณธรรมประจำจิตใจ อาตมาก็นึกถึงความดีของท่านผู้นี้ อยากจะเอามาอวดให้ญาติโยมได้ยินได้ฟัง เแล้วจะได้ทำเป็นหนังสือให้คนได้อ่าน เพื่อจะได้เห็นว่า อ้อ โลกนี้ยังมีคนดี และคนดีไม่ตกต่ำในชีวิต แต่ว่าคนชั่วนั้นตรงกันข้าม ตกต่ำลึกลงไป แผ่ดินสูบไปเลย คนชั่วแผ่นดินสูบ คือว่าเป็นที่รังเกียจของสังคม ไม่มีใครคบหาสมาคมต่อไป ขอให้เข้าใจอย่างนี้พูดมาก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้OPT 1.50็Nn