แสงสว่าง ของชีวิต ปาฐกถาธรรม โดย ปัญญานันทภิกขุ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ  บัดนี้  ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอ ให้ทุกท่านอยู่ในการสงบ  นั่งพัก ณ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งสามารถจะได้ยินเสียงชัดเจน แล้วจงตั้งใจ ฟังด้วยดี  เพื่อให้ได้ยินเสียงชัดเจน  แล้วจงตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิด ขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา วันนี้ท้องฟ้าดูครึ้ม  ฟ้าฝนทำท่า..แต่ไม่ตก  ความครึ้มของอากาศเป็นความมืดข้างนอกไม่ เป็นไร   อย่าให้ข้างในมันมืด  เพราะมืดข้างนอกนั้นเป็นเรื่องของตาดู  แต่มืดข้างในนั้นจะทำแสงสว่างมาช่วย "ความมืดทางใจ" แสงสว่างที่จะช่วยบรรเทาความมืดทางใจคือ "ธรรม" อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า...ธมฺโม ปะ ทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน...พระธรรมเป็นเหมือนดวงประทีป เป็น"แสงสว่างของชีวิต"..เราจึงมีกา รแสวงหาธรรมะเพื่อมาดับความมืดทางใจ ความมืดทางภายนอกนั้นแก้ได้ด้วยไฟฟ้า..ด้วยแสงสว่างก็พอจะหายมืดไปได้   แต่ความมืด ทางใจนั้นเอาไฟฟฟ้าแก้ไม่ได้  เอาแสงภายนอกส่องไม่ได้ ต้องใช้"แสงธรรม"แสงธรรมของพระ พุทธเจ้าเป็นความสว่างแห่งโลก ทำให้คนมีใจสว่างบรรเทาความมืดในใจ ความมืดในใจก็คือตัวโมหะ  โมหะคือความไม่รู้ไม่เข้าใจ  เรียกว่าความหลง หลงเพราะ ว่าเราไม่รู้  จึงได้หลง ถ้าเรารู้ก็ไม่หลง หรือเข้าใจก็ไม่หลง ไม่เข้าใจก็ต้องหลง หลงอยู่ในสิ่ง นั้นติดอยู่ในสิ่งนั้นเพราะไม่รู้จักสิ่งนั้นตามสภาพที่เป็นจริง      ที่ไม่รู้ตามความเป็นจริงนั้นก็เกิด ความมืดบอด   เมื่อมืดก็ทำผิด   จิตตกต่ำเกิดความทุกข์  เกิดความเดือดร้อน  แต่เมื่อใดเกิด ความสว่างก็หายมือหายบอด พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมะ    พระองค์จึงประกาศว่า   "แสงสว่างเกิดขึ้นแล้วในโลก  ปัญญาเกิดขึ้นแล้วในโลก  ดวงตาภายในเกิดขึ้นแล้วในโลก "ตาธรรมะ"คือ"ตาใจ"เกิดขึ้นแล้วใน โลก   มีแสงสว่างเกิดขึ้นส่องโลกแล้ว   มีปัญญาที่จะให้รู้ให้เข้าใจในสิ่งทั้งหลายตามสภาพที่เป็น จริงแล้ว" นั่นคือการประกาศสิ่งซึ่งพระองค์ได้ทรงค้นพบ เอามาช่วยโลกให้พ้นจากความมืดความบอด ความมืดบอดก็เพราะความไม่รู้  เรียกว่า  "อะญาณะ" "อัญญาณะ"ก็ได้ คือความไม่รู้หรือ เรียกว่า   "อวิชชา"  ความไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องนั้นๆถูกต้องตามสภาพที่เป็นจริง  เพราะรู้ไม่ จริงจึงได้เกิดความหลงผิด  เข้าใจผิดในเรื่องต่าง  ๆ เช่นเราได้ฟังเรื่องอะไรมา ถ้าฟังไม่ชัด  รู้ในเรื่องนั้นไม่จริงก็หลงไหลได้  ตื่นเต้นไปตามข่าวลือ เขาเล่าลือเรื่องอะไรต่าง ๆ ให้เรา ฟังกันบ่อย ๆ แล้วเราก็ไปตื่นเต้นกับบข่าวลือนั้น นั่นก็เพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันเป็นอะไร  มันจริงหรือไม่จริง  มันมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุ ผลเราไม่เข้าใจ เรารับง่ายเกินไป เป็นคนเชื่อง่ายเชื่อดายเกินไป เรื่องความเชื่อง่ายนี่  ก็เสียหายแก่ชีวิตจิตใจเหมือนกัน  ในทางพระพุทธศาสนาไม่สอนให้ เราเชื่อง่ายๆ  แต่ให้เราเชื่อด้วยปัญญา คือเชื่อเมื่อพิจารณาเสียก่อนด้วยปัญญา จนรู้ชัดเข้าใจชัด ในเรื่องนั้นถูกต้อง  จึงน้อมใจเชื่อ  อย่าเชื่อง่าย... อย่าเชื่อตามเขาว่าเขาบอก..อย่าเชื่อ ว่ามีอยู่ในหนังสือนั้นหนังสือนี้...อย่าเชื่อว่าหลวงพ่อองค์นั้นพูด  หลวงพ่อองค์นี้พูด... ไม่ได้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้เชื่ออย่างนั้น พระพุทธศาสนาสอนคนให้ใช้ปัญญา  ไม่สอนคนให้งมงาย  ไม่ให้เป็นคนมี  ศรัทธาแบบงม งาย  แต่ให้มี  ศรัทธาในแบบปัญญา จึงจะมั่นคง เพราะฉะนั้นในหมวดธรรมะถ้ามี"ศรัทธา"อยู่ ณ  ที่ใด    ก็ต้อง"มีปัญญา"อยู่ในที่นั้นด้วย    ไม่ว่าธรรมะข้อใด   ขึ้นต้นด้วยศรัทธาคือความเชื่อ  ลงท้ายก็ด้วยปัญญา เพราะปัญญานั้นต้องกำกับความเชื่อ ถ้ามีแต่ศรัทธาตัวเดียวก็เชื่องมงาย ความเชื่องมงายมีอยู่มากในบ้านเมืองของเรา    ก็เพราะว่าคนไม่ค่อยวิจัย   ไม่ค่อยพิ จารณาหาเหตุผลในเรื่องนั้นๆ   เห็นเขาทำอะไรก็ทำตามเขาไปโดยไม่คิดว่าาทำไม..ทำเพื่ออะ ไรไม่ทำจะได้ไหม?  เราไม่ได้คิดอย่างนั้น  ไม่ได้ใช้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบ  เมื่อไม่ได้ใช้ ปัญญาก็เชื่อตามเขาว่าแล้วก็รับตามๆ กันมา ตั้งแต่โบราณจนถึงกาลปัจจุบันนี้ ความจริงพระพุทธเจ้าท่านมาให้เครื่องมือแก่เราแล้วให้แสงสว่างแก่เราแล้ว   แต่ว่าเรา เอาไปซ่อนไว้เสีย  แสงสว่างนั้นเราไม่ใช้  ยังใช้ของเดิมอคืออวิชชาอยู่  ไม่ใช้ปัญญา  เราก็ เลยกลายเป็นคนเชื่อง่ายเชื่อดายเกินไปในเรื่องอะไรๆต่าง   ๆ   ดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันทุกเวลา  นั่นเพราะขาดศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา เราเรียกตัวเราว่า  เป็นพุทธบริษัท ก็ต้องมีปัญญากำกับ คือต้องคิดให้เกิดปัญญา อย่ารับอะ ไรง่าย ๆ อย่าอะไรง่าย ๆ ได้ฟังอะไร ได้อ่าน ณ ที่ใด หรือมีอะไรเกิดขึ้น..อย่าเชื่อก่อน พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่าอย่าเชื่อก่อน   ให้รับมาคิดมาตรองเท่านั้นเอง   แม้คำที่พระองค์ สอน พระองค์ก็ทรงเตือนว่า "อย่าเชื่อก่อน จงเอาไปคิดให้เข้าใจด้วยตัวเธอเอง" ไม่มีศาสดาไหนในโบกที่จะสอนอย่างนี้  ไปอ่านดูในคัมภีร์ต่างๆ..ไม่มี  มีแต่สอนให้เชื่อๆๆ  ถ้าไม่เชื่อก็เป็นบาป  เป็นโทษไปเลยทีเดียว  แต่พระพุทธเจ้านี่สอนไม่เหมือนใคร คือไม่สอนให้ เชื่ออย่างนั้น  แต่ให้ใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบ  จนเห็นชัดด้วยตัวเองแล้วจึงเชื่อ มันเป็น หลักความเชื่อที่ถูกต้องประกอบด้วยปัญญาจริง   ๆ  ไม่มีคำสอนในศาสนาใดสอนอย่างนี้  ไม่มีครู อาจารย์ใดที่จะบอกศิษย์อย่างนี้ เราที่เป็นพุทธบริษัทจึงควรจะมีความปลื้มใจในพระคุณของพระพุทธเจ้า    ที่ให้เครื่องมือ ไว้กับเราเพื่อเอาไปกรองอะไรต่างๆ  ที่เราได้รับ กรองหลายชั้น กรองจนละเอียด แล้วเราจะ ได้ของแท้ ไม่ใช่ของปลอม แต่ถ้าเราไม่กรองก็กินทั้งกาก เหมือนกินน้ำกะทิ    ความจริงจะกินมันในมะพร้าว    แต่เราเคี่ยวกากมันเข้าไปด้วย  เพราะไม่รู้จักทำให้มันเหลือแต่น้ำมัน  แต่ถ้าเราฉลาดเราก็คั้นเอาน้ำกะทิ เพียงน้ำกะทิก็ยังมีน้ำ ปนอยู่เยอะ  เราก็ต้องเอาไปเคี่ยว  เคี่ยวจนน้ำหายไป เหลือแต่น้ำมัน เราก็เอาน้ำมันนั้นมา ใช้ในรูปต่าง ๆ ฉันใด ในเรื่องเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจก็เหมือนกัน  เราจะต้องเคี่ยวด้วยปัญญา  ใช้ไฟคือ ตะบะคือความเพียร  ความตั้งใจจริงในการที่จะเคี่ยวสิ่งนั้นให้มันงวดจนกระทั่งสิ่งที่ไม่จริงนั้นระ เหยไปหมด   เหลือแต่ของจริงให้เราได้รู้ได้เข้าใจ  เราก็ได้รับของจริงแท้มาไว้ในจิตใจของ เรา   อันนี้เป็นหลักสำคัญในทางพระพุทธศาสนาประการหนึ่ง  ซึ่งอยากจะให้เราได้จำเอาไป ใช้ทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่ออะไร โดยเฉพาะโลกในปัจจุบันนี้มีข่าวลือมากมาย   คล้ายกับว่ามีคนพวกหนึ่งชอบทำข่าวให้คนตื่น เต้น ถ้าเราเชื่อง่ายๆ เราก็ถูกเขาหลอกให้เชื่ออย่างนั้น ให้เชื่ออย่างนี้ แต่ถ้าเราไม่เชื่อง่าย คน พวกนั้นก็ทำอะไรเราไม่ได้  ข่าวที่เขาสร้างขึ้น มันก็เป็นหมันไป ทีหลังเขาก็เลิก ไม่ทำข่าวนั้น ต่อไป  เพราะเขารู้ว่าผู้ฟังเป็นคนฉลาดเสียแล้ว  มีเหตุผลประจำจิตใจเสียแล้ว เขาก็ไม่หลอกให้ เราเชื่อต่อไป เราก็ปลอดภัย อันนี้เป็นหลักการสำคัญในทางพระพุทธศาสนา  ที่เราควรจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  ทุก แง่ทุกมุม  ในเรื่องต่าง  ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เราใช้หลักการ"พิจารณาอย่างรอบคอบ"เราก็จะได้ สิ่งที่ถูกต้อง   ถ้าไม่ใช้ปัญญาพิจารณาอย่ารอบคอบเราก็ได้สิ่งที่หยาบๆ  เป็นความเชื่อประเภทไม่ ก้าวหน้า  ไม่มีสาระไม่มีกแก่นสาร  เราได้อย่างนั้น  เรียกว่าได้ไม่ดีได้ไม่ถูก  ซึ่งไม่สมกับใน ฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท จึงควรนำเอาหลักการนี้ไปใช้ในการปฏิบัติทุกแง่ทุกมุมของชีวิตของเรา สิ่งที่ควรจะใช้ให้มากที่สุดก็คือใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสุข-ทุกข์ในชีวิตของเรา  เพราะว่าเรื่องสุข  เรือ่งทุกข์ในชีวิตนี่เป็นเรื่องสำคัญที่เราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ อาจจะเข้าใจ ถูกต้องก็ได้ ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาก็เกิดความเข้าใจผิด ใช้ปัญญาก็เกิดความเข้าใจถูก ผู้ไม่ใช้ปัญญา  ก็ไปติดสุขจอมปลอม  ที่ปรุงแต่งขึ้นเพื่อยั่วยวนชวนใจให้หลงไหลมัวเมาใน ความสุบประเภทอย่างนั้น เพราะเราไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นความสุขทีเป็นเรื่องจอมปลอม ความสุขจอมปลอม  คือความสุขที่เกิดจากวัตถุ  มีประการต่างๆ  เกิดจากสิ่งที่มากระทบ ตา  หู  จมูก ลิ้น กาย ไหลเข้าไปสู่ใจ เราไม่ได้ใช้ปัญญา เข้าไปรับสิ่งนั้นมาทั้งดุ้นทั้งแท่ง เห็น เป็นของสวยของงามน่ารักน่าพอใจ   อยากได้ในสิ่งนั้น   ลุ่มหลงในสิ่งนั้น   มัวเมาในสิ่งนั้น  จนกระทั่งว่าไม่ได้เรื่อง จิตใจตกต่ำ บางทีก็เสียผู้เสียคนไปก็มี เพราะความหลงใหลในรูปต่างๆ ความหลงใหลในเรื่องต่างๆนี้    อาจจะเกิดขึ้นแก่ใครก็ได้   หลงใหลในเรื่องนั้น เรื่องนี้ ที่เป็นความสนุักสนานเพลิดเพลิน แล้วก็ทำให้ชีวิตไม่ก้าวหน้า มีความ"ติด"อยู่ในสิ่งนั้น เช่นหลงใหลในเรื่องการพนัน  ก็ติดการพนัน  ไม่ยอมเลิกไม่ยอมทิ้ง แม้ใครจะไปพูดจา แนะนำพร่ำเตือนอย่างไรก็รับฟังแต่ไม่เอาเวลาฟังนั้นนั่งฟังนิ่งเหมือนกับจะเอาอย่างนั้น    แต่ว่า พอพ้นจากที่นั้นไปแล้ว ผีการพนันมีนก็จูงต่อไป จนเป็นหนี้เป็นสินเขามากมาย บางคนเป็นหนี้เรื่องการพนันนี่ไม่ใช่เล็กน้อย ตั้ง ๒๐ ล้าน... ตกใจ เขาบอกว่าเป็นหนี้ถึง ๒๐  ล้านนี่หลวงพ่อตกใจว่า "แหม!ทำไมถึงอย่างนั้น ทำมาหากินก็ไม่ได้เงินอย่างนั้น แต่ว่าไป เป็นหนี้การพนันเขาตั้ง  ๒๐ ล้าน" ไม่ได้เป็นหนี้เฉยๆ คือว่าเล่นการพนันแพ้ แพ้แล้วก็เซ็นเช็คให้ เขาเช็คมันค่อยมากขึ้น  ๆ จนกระทั่งเป็นจำนวนมากมายถึง ๒๐ ล้าน แล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  เพราะว่าเช็คมันจะเด้งกลับมา เกิดปัญหา แม่บ้านไปเป็นหนี้ กลัวสามีจะรู้ ก็เลยกลุ้มใจ เป็นทุกข์ด้วยประการต่าง ๆ หรือว่าลูกชายทำ หนี้ไว้  กลัวพ่อจะรู้กลุ้มใจเป็นทุกข์ด้วยประการต่างๆ ไปเที่ยวยืมเงินเขามาเป็นหนี้ธนาคารบ้าง เป็นหนี้อะไรบ้าง เพราะความหลงใหลมัวเมาในเรื่องนั้นๆ ไม่ได้ใช้ปัญญาคิดพิจารณาว่า "ที่เรา หลงใหลอยู่ในสิ่งนี้ เราทำอย่างนี้มันได้อะขึ้นมาบ้าง ชีวิตของเราเป็นอย่างไร การงานเป็นอย่างไร สภาพครอบครัวเป็นอย่างไร เกียรติยศชื้อเสียงของเราเป็นอย่างไร? เราคิดไม่ได้  เพราะไม่มีปัญญาจะคิด  ไม่มีแสงสว่างส่องเข้ามาสู่ใจ  เขาอยู่ในความมืด บอดมัวเมาอยู่ในสิ่งนั้น  สิ่งแวดล้อมก็ไม่ช่วยให้เกิดความคิด เพื่อฝูงมิตรสหายแต่ละคนก็ไม่ช่วยให้ เกิดความคิดอะไร เพราะว่าเพื่อเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นเพื่อนประเภทเดียวกัน ชอบเหมือนกัน ทำ เหมือนกัน คิดแบบเดียวกัน แลล้วจะแนะนำเพื่อนได้อย่างไร เขาไม่ได้เข้าใกล้ผู้รู้หรือบัณฑิตที่จะ แนะนำแนวทางชีวิต ก็เลยติดแจอยู่ในสิ่งนั้นออกไม่ได้ นี่ละเขาเรียกว่า"ทำกรงขังตัวเอง" คนเราถ้าทำกรงขังตัวเองนี่ก็โง่เต็มที  ถ้าเข้าไปอยู่ในกรงเพราะอาชญากรรม นั่นก็เป็น อีกเรื่องหนึ่ง   มันก็โง่เหมือนกัน  แต่ว่ายังไม่โง่เท่าคนที่ทำกรงขังตัวเอง  การทำชั่วนั่นแหละคื อากรทำกรงขังตัวเอง ทำชั่วผิดศีลผิดธรรม ชอบลัก ชอบขโมย ขอบทำอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ไม่ถูกต้อง เหมือนกับสร้างกรงทีละซี่ๆ  ขึ้นมาจนกระทั่งมันขังรอบตัวดิ้นไม่ได้  ติดอยู่ในกรงเหมือนไก่ ถูกขัง หรือเหมือนกับสัตว์ที่จับมาจากในป่า เอาไปขังกรงไว้ มันก็วิ่งอยู่ในกรงนั้น ไปไหนไม่ได้ เราไปเห็นสัตว์ถูกขังนี่เราเคยคิดบ้างไหม? เวลาผ่านมาหน้าวัดนี่ มีเด็กมานั่งขายนกอยู่ที่ นั่น ญาติโยมนึกว่าปล่อยนกสักทีเถอะมันถูกขังมานานแล้ว การไปซื้อนกปล่อนนั่นแหลเป็นเหตุให้เขา ไปจับนกมาขายต่อไป เป็นอาชีพหนึ่งของเขาที่จะฟไปหานกมาขัง ถ้าหากว่าเราต้องการจะปล่อยอย่างถาวรก็อย่าไปซื้อนกมาปล่อย    ทุกคนอย่าไปซื้อนกมา ปล่อย  คนขายนกเขาก็ขายไม่ได้  เมื่อขายไม่ได้ก็นึกว่า "เอ้อ!กู ขายทุกวันแต่ขายไม่ได้สักตัว"  เขาก็เลิกอาชีพจับนกมาขาย ต้องไปทำอาชีพอื่นต่อไป ที่มานั่งขายอยู่ได้ ก็เพราะว่าเราชอบไปอุดหรุร ชอบไปซื้อนกปล่อย..ก็ซื้อด้วยความหลงอีก เหมือนกัน  นึกว่าปล่อยนกแล้วตัวเองจะได้ถูกปล่อยไปด้วย  จะได้บุญได้กุศล จะได้อายุมั่นขวัญยืน  เวลาจะปล่อยก็ยจกกรงขึ้นทูนเหนือศีรษะอธิษฐาน.. ขอให้การปล่อยนกนี้จงให้ข้าพเจ้าได้นั่นได้นี่.. ไม่ได้ปล่อยตัวเองสักหน่อย     แต่ว่าผูกมัดตัวเองไว้กับความเชื่อแบบไม่เข้าเรื่อง    จึงไปทำ การปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเต่า ปล่อยอะไรต่ออะไร มีพร้อม..นกก็มี..เต่าก็มี เอามาขังไว้ เราควรจะได้รับบทเรียนจากกรงนก  จากเต่าที่อยู่ในตาข่าย บอกว่า "นกเอ๊ย เจ้าอยู่ใน กรงเพราะเขาไปจับเจ้ามา   เจ้าไม่ได้โง่อะไรหรอก   แต่เพราะคนโง่ไปจับเจ้ามาขังกรงไว้  แล้วมีคนซื้อที่โง่ๆไปซื้อมาขายต่อไป พวกเจ้าก็ต้องถูกจับมาขังเรื่อยไป ถ้าหากว่าเราจะปล่อยเจ้า  พวกของเจ้าก็จะถูกจับมาขังต่อไปอีก  เพราะฉะนั้นจะไม่เอาเจ้าไปปล่อยหลอก ให้ทรมานต่อไป จนกว่าเจ้าจะถูกเขาเอาไปต้มไปแกงตามเรื่อง แล้วพวกนี้ก็จะได้เลิกอาชีพหานกมาขาย จะไม่ มีการทรมานสัตว์อีกต่อไป" เราพูดกับตัวเราอย่างนั้น ดีกว่าที่จะไปปล่อยนก หรือถ้าจะปล่อยก็ควรปล่อยตัวเอง..ปลล่อยจากอะไร?..ดูว่าเรานี่ติดอยู่ในกรงอะไรบ้าง  อยู่ในความชั่วประเภทใดบ้าง  ในความหลงผิด ในความเข้าใจผิด ในความเชื่อที่งมงายด้วยประ การใดบ้าง?  พิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าเข้าข้างสิ่งนั้น อย่ากลัวสิ่งนั้นว่ามันจะให้ทุกข์ให้โทษแก่ เรา ต้องพิจารณาด้วยจิตที่เที่ยงธรรม ด้วยปัญญาอย่างแท้จริง เราก็จะรู้ว่าเรามีความหลงผิดใน เรื่องบางประการ เราทำผิดอยู่ในบางคน หรือเราไปสู่สถานที่ผิดอยู่บ่อยๆ น่าจะปล่อยตัวเองเสียที แล้วเราก็ตัดสินใจว่า "ปลดปล่อยตัวเอง เอาแอกคือความชั่วนั้นออกจากคอ เราไม่กระทำ สิ่งผิดๆนั้นต่อไป"  นั่นแหละปล่อยแท้  ดีกว่าปล่อยนกออกจากกรง เพราะว่าปล่อยนกออกจากกรง แล้วมันก็เป็นเหตุให้คนไปจับนกมาขายต่อไป     แต่เราปล่อยตัวเองดีกว่า    ปล่อยให้พ้นความ โง่ความงมงาย ความหลงผิด ความเข้าใจผิด หรือปล่อยตัวเองจากสิ่งชั่วร้าย เช่น  ปล่อยตนเองออกจาก  "อบายมุข" ไม่มัวเมาในการพนัน ไม่เสพสิ่งเสพติดมันเมา  ไม่คบเพื่อนชั่ว  ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่สนุกสนานในทางสิ้นเปลืองเงินทอง ไม่เกียจคร้านการงาน  ไม่อยู่ในอำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลง ความริษยาพยาบาทอะไรต่างๆ อย่างนี้เรียกว่า ปล่อยถูกต้อง เป็นสิ่งที่ควรปล่อย แล้วก็ควรปล่อยย่อยๆ ปล่อยจนกระทั่งว่ามันไม่เกิดขึ้นในใจของเราต่อไป ไม่มีเชื้อให้เกิดต่อ ไป เพราะเราทำลายเชื้อมันหมดไป แล้วเราก็สบาย ควรจะปล่อยอย่างนั้น เต่าก็เหมือนกัน เต่าคือความโง่ ตัวเต่าคือตัวความโง่ เขาจึงเขียนภาพคนขี่ควายแล้วแบก เต่าไปด้วย   เรียกว่านั่งบนหลังควาย  ควายนั่นก็คือโง่เหมือนกัน  คนที่นั่งบนหลังควายก็โง่  แล้วยังแบกเต่าอีก  เรียกว่า ๓ โง่อยู่ในตัวของบุคคลนั้น ๓ โง่คือ..คิดอย่างคนโง่ พูดอย่างคน โง่ ทำอย่างคนโง่ มัน ๓ โง่ อยู่ในตัวผู้นั้น ถ้าเราจะปล่อยเต่า ก็คือปล่อยความโง่ที่มันมีอยู่ในตัวเรา เห็นเต่าในตาข่าย เราก็ควรจะ บอกว่า "เต่าเอ๊ย!เจ้านี่มันโง่เขลาเบาปัญญาตามประสาเต่า ถูกจับมาขังไว้ในที่อย่างนี้ถึงฉันจะ ซื้อเจ้าปล่อย เจ้าก็ไปไม่รอด เพราะว่าเจ้าอยู่ในที่อย่างนี้เสียนานแล้ว แข้งขาของเจ้าก็จะเป็น อัมพาตไปแล้ว ไม่สามารถจะว่ายน้ำได้ ปล่อยลงไปก็ลอย..นอนหงายอยู่ในน้ำนั่นแหละ" ตายอยู่ บ่อยๆ  เต่าตัวน้อยๆล้วนแต่เป็นเต่าถูกปล่อยทั้งนั้น ที่มานอนตายแหงแก๋อยู่ แมลงวันตอมอยู่ในน้ำ  เพราะว่ามันไม่มีกำลัง  มันอยู่โดยไม่ได้ออกกำลังเสียนาน เราปล่อยไป มันก็เป็นง่อย มันไปไม่ รอด ไม่มีกำลัง มันก็ตายนั่นแหละ มันตายเท่ากัน เราไม่ปล่อยเต่าพวกนั้น  แต่ว่าเราปล่อยความโง่งมงายของเราออกจากจิตใจของเรา  อะไรไม่ดีไม่งามที่เกาะจับอยู่ในใจของเรา  เราก็พิจารณาศึกษาให้มันเข้าใจ แล้วก็ปล่อยสิ่งนั้น ออกไปจากตัวเรา นี่านแหละคือการ"ปล่อยแท้" สะเดาะเคราะห์อย่างแท้จริง ที่เราปล่อยนก  ปล่อยปลา  ในวันเกิดอะไรนั้นถือว่าสะเดาะเคราะห์ มันไม่หมดหรอก สะ เดาะอย่างนั้นมันไม่หมด เพราะว่า "เคราะห์"นี่หมายถึงผลที่เกิดจากการกระทำ...เคราะห์ดีก็ดี คือสิ่งที่เกิดจากความดี    เคราะห์ร้ายก็คือสิ่งที่เกิดจากความชั่ว   มันเป็นตัวผลไอ้ตัวเคราะห์นี่  เคราะห์ดีนี่เราพูดว่า  "เอ้อ!  เคราะห์ดี..ปลอดภัย" เคราะห์ร้ายนี่เราว่า "เอ๊อ ! เคราะห์ ร้าย..ซังเต" นี่มันมาจากผล..ผลที่เราทำไว้ เราทำดีก็เคราะห์ดี..โชคดี เราทำไม่ดี ก็เคราะห์ร้าย.. โชคร้าย เคราะห์ดี..โชคดี เคราะห์ร้าย..โชคร้าย มันเป็นตัวผล เหตุมันอยู่ที่อะไร?..เหตุมัน อยู่ที่การกระทำของเรา ตัวกระทำนั่นแหละเป็น ตัวเหตุ ถ้าเราจะสะเดาะเคราะห์ร้ายซึ่งมีคนมาขอให้สะเดาะให้บ่อยๆ..ให้รดน้ำมนต์สะเดาะบ้าง  ให้ทำพิธีอะไรให้บ้างอะไรต่างๆ  ก็บอกว่า "ทำอย่างนั้นมันไม่หมดเคราะห์ เราต้องรู้ว่าสาเหตุ ของสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นนั้นมันคืออะไร เราต้องแก้ที่ตัวเหตุ เหตุนั้นมันอยู่ในตัวเรา ถ้าเราแก้เหตุ ในตัวเราได้ ผลมันก็ไม่เกิดต่อไป นั่นเป็นการสะเดาะที่ถาวรไม่ให้สิ่งนั้นเกิด เพราะตัดรากถอน โคนมันหมดสิ้นไปแล้ว    จึงจะเป็นการสะเดาะเคราะห์ที่ถูกต้อง   หรือว่าทำพิธีกรรมที่ถูกต้อง ตามหลักธรรมะ" การไปสะเดาเคราะห์ด้วยวิธีไสยศาสตร์ ทำพิธีต่างๆ หลายอย่างหลายประการ ที่เขาทำๆ กันอยู่นั้นเป็นการหลอกตัวเอง  ตัวผู้ทำก็หลอกตัวเอง ผู้ที่มาให้ช่วยทำก็หลอกตัวเองเหมือนกัน  คนหลอกต่อหลอกมาเจอกันเข้า  เขาเรียกว่า..โง่เจอโง่ ตาบอดมาเจอตาบอด...แล้วมันจะ ได้อะไรขึ้นมา   แต่เพราะความเชื่องมงายที่รับไว้นานๆ  มันฝังอยู่ในจิตใจ  เลยก็ต้องทำไปใน รูปอย่างนั้น  ไม่คิดทำในทางที่ถูกที่ชอบเสียบ้างซี่งจะเป็นการต้องตามสภาพที่เป็นจริง  อันนี้เป็น เรื่องที่มีอยู่ทั่วๆ ไป ฉะนั้นการสะเดาะเคราะห์ที่แท้จริง  คือขุดรากฐานแห่งความชั่วซึ่งมีอยู่ในตัวเราให้หายไป  รากฐานของความชัวก็คือตัวโลภ   ตัวโกรธ  ตัวหลง  นี่เขาเรียกว่า"รากเหง้าแห่งอกุศล"หรือ อกุศลมูลก็ได้ เรียกว่ารากอกุศล รากของสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราทำไม่ถูกก็เพราะใจเราโลภบ้าง ใจ โกรธบ้าง ใจหลงบ้าง แล้วจึงทำสิ่งนั้นลงไป เราก็ต้อง ทำลายตัวโลภะ คือความโลภให้หายไป ทำลายโทสะ คือจิตชั่วทางความคิดประ ทุษร้าย ทางโกรธ ทางเคือง ทางหงุดหงิดงุ่นง่าน ใจร้อนใจเร็ว ให้หายไปจากจิตใจ เราต้องทำ ลายตัวโมหะ คือความไม่รู้ไม่เข้าใจ ด้วยการศึกษา ด้วยการเข้าไปใกล้ผู้รู้ ด้วยการตั้งใจฟังคำ สอน  ด้วยการเอามาคิดมาตรองให้เข้าใจ  ด้วยการปฏิบัติในแนวทางนั้น เพื่อให้พ้นจากความ โง่เขลาต่อไป นั่นแหละเป็นการสะเดาะที่ถูกต้อง ทำอย่างอื่นมันสะเดาะไม่ได้อย่างแท้จริง เมื่อวันก่อนมีเด็กหนุ่มสาว ๒ คนถือเครื่องสักการะมา ไปซื้อธูปมามากมาย..หิ้วมา มาถึงขึ้น ไปหาอาตมาบอกว่า "อยากให้หลวงพ่อช่วยเจิมรถให้หน่อย" ถามเขาว่า "ทำไมจึงต้องเจิมรถ?" เขาบอกว่า "มันไปชนคน" "ตายหรือเปล่า?" "ไม่ตาย" "ชนที่ไหน?" "ชนที่ถนนวิภาวดีรังสิตใกล้สะพานลอย" สะพานลอยให้คนข้ามถนน ไม่ใช่สะ พานลอยที่ให้รถวิ่งข้ามทางแยก "ทำไมจึงไปชนเขาเข้าละ" "มันเดินตัดหน้ากระชั้นชิด เบรคไม่ทัน" "ความจริง  ที่เธอไปชนนี่ เธอไม่ผิดนะ คนถูกชนนะผิด ผิดเพราะอะไร เพราะถนนวิ ภาวดีรังสิตนั้นเขาไม่ให้คนข้าม เขาทสะพานให้ข้าม แล้วทำเกาะกลางถนนไว้ด้วย แต่คนชอบฝืน กฎหมาย" คนเมืองไทยเรานี่ขอบฝืนกฎหมาย  ชอบฝืนระเบียบ ขอบข้ามแบบเสี่ยงโชค ด้วยการที่จะ ไม่ให้ตาย แต่มันตายหลายคนแล้ว น่าเอาโครงกระดูกมาห้อยไว้ที่สะพานลอย ห้อยไว้แล้วเขียน หนังสือตัวโตๆ  ว่านี่แหละผลของการข้ามถนนวิภาวดีรังสิตโดยไม่ใช้สะพานลอย  ให้คนได้อ่าน แล้วจะได้รู้ว่าข้ามแล้วมันจะตาย ตายหลายคนแล้ว แต่ว่าคนที่ถูกชนนี้ไม่ตาย "แล้วเธอทำอย่างไร?W "ผมพาไปโรงพยายาบาล" "ถูกต้องแล้ว เธอเป็นเด็กดี มีมนุษยธรรม ไม่หนีไม่ขับรถหนี พาไปส่งที่ไหน?W "ไปส่งที่ภูมิพล"  พาไปโรงพยาบาลภูมิพลดอนเมืองให้เขารักษา ต้องเสียเงินค่าหยูกยาไป  ๒-๓  หมื่น คงจะเจ็บมากต้องรักษา บอกว่า"แหม!ผมเคราะห์ร้าย เลยเอารถมาให้หลวงพ่อเจิม ให้เสียหน่อย" อาตมายอกว่า "ถึงเจิมรถมันก็ไม่หมดเคราะห์หรอก เธอต้องรู้สาเหตุว่าที่มันไปชนนี่เพราะ อะไร? เพราะเรื่อง ๒ ประการ เธออาจจะขับรถเร็วเพราะถนนนั้นเขาให้ขับเร็วได้ แต่ก็จำ กัดความเร็ว อีกเรื่องหนึ่งก็เพราะว่าคนที่ถูกชนนั้นมันข้ามถนนตรงที่ซึค่งเขาไม่ให้ข้าม แล้วเกิด อุบัติเหตุขึ้น  แต่ว่าแม้เกิดอุบัติเหตุแล้วเธอก็ยังดี  ยังมีคุณธรรม เพราะนำคนเจ็บไปส่งโรงพยา บาลเอง  เสียค่ารักษาให้ ความจริงถ้าเขาฟ้องเรียกร้องอะไร เธอไม่ต้องเสียอะไร เธอเสีย อีกที่ควรจะเรียกร้องจากคนนั้น ที่ทำให้รถของเธอต้องชะงักงันไป แต่เธอก็ไม่ได้ทำอย่างนั้นก็เป็น การถูกต้องแล้ว   ไม่ต้องเจิมรถหรอก  ต่อไปก็ขับรถด้วยความไม่ประมาท  อย่าเร็วเกินไป แม้บนถนนนั้นจะขับเร็วได้ ก็อย่าเร็ว ตาต้องไวหน่อย คอยดูว่ามีคนที่ประมาทชะตาถึงฆาตจะมาให้ ชน เราก็อย่าไปชนมันเข้า หยุดๆไว้เสีย"พูดให้เขาเข้าใจ แล้วเด็กผู้หญิงก็บอกว่า  "เขามันเบญจเพส" คืออายุ ๒๕ ปี มันไม่มีอะไร อายุ ๒๕ ไม่ได้ ร้ายอะไร  ไม่ได้เสียหายอะไร  แต่ว่าคนใดไปเกิดอุบัติเจ็บตอนอายุ ๒๕ เขาก็ว่า "เบญจเพส"  เบญจ แปลกว่า ห้า, เพส แปลว่า ยี่สิบ ถ้าเพศ(ศ.ศาลา) ก็คือเพศหญิง เพศชาย นั่นแหละ มัน หมายความว่าอย่างไรก็ไม่ได้เรื่อง แปลแล้วยิ่งไม่ได้เรื่องใหญ่ "เบญจเพส"ก็หมายความว่า  ยี่สิบห้า อายุ ๒๕ มันอันตราย อันตรายตรงที่ว่าเราคนองนั่น เอง  ไม่ต้องถึง  ๒๕  หรอก ๑๘ นี่คนองแล้ว เด็กวัยทีนเอจนี่คนองแล้ว ๑๙-๒๕ มันคนองทั้งนั้น  โน่น..๓๕  ถึงจะเบาหน่อย พอรู้เรื่องชีวิตรู้จักค่าของชีวิตไม่ค่อยจะเสี่ยงภัยมากเกินไป โตเป็นผู้ ใหญ่เต็มที่   ๒๕  มันกำลังคนองทำอะไรมักจะรวดเร็วโลดโผน  มันจึงเกิดทุกข์เกิดโทษกับคนอา ยุขนาดนั้นมาก เพราะความคนองนั่นเอง ถ้าหากว่าเรารู้ตัวอุบัติเหตุมันเกิดเพราะความคนองเกิด เพราะความประมาท เราก็อย่าประมาท ขับรถก็อย่านึกว่ามีรถของเราคันเดียว ทางด่วนนี่รถชนกันบ่อย  ไม่ชนแบบเอาหน้าสู้หรอกชนท้ายกัน  เมื่อวานนี้ก็นั่งรถไปธุระ...  งานแต่งงานนายทรงชัยที่เขามาวัดทุกวัน  เห็นรถมันชนกัน  ๓ คัน แหม!มันสมัครรักกันถึง ๓ คัน  รถดี ๆ ทั้งนั้น รถวอลโว่ รถเบ๊นซ์ รถเก๋งสวยๆ เจ้าของรถก็พุงพลุ้ยๆ ทั้งนั้นแหละ ลงมาเดิน.. เดินงุ่นง่านๆอยู่  รถมันมาชนกันเข้า นี่ก็เพราะความเร็ว เร็วเกินไป คันหน้าเขาหยุด มีอะไร.. หยุด คันที่ ๒ นี่หยุดไม่ทันก็ชนเข้าให้ คันหลังมาหยุดไม่ทันอีก "โครม" เข้าให้เป็น ๓ คัน บางคราวมันชนมากกว่านั้น  ในประเทศอังกฤษเคยชนกัน  ๒๐๐  คัน นางพยาบาลบอกว่า เหมือนกับสงครามไม่มีผิดเลย ต้องช่วยพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล "เหมือนกับคราวเยอรมันทิ้งระ เบิดกรุงลอนดอน" ว่าอย่างนั้น. "ทำไมมันชนมากอย่างนั้น?" "หมอกมันลงจัด มองไม่เห็น" น่าให้อภัยเขา บ้านเราหมอกก็ไม่มี ควันก็ไม่มี วิ่งบนทางด่วน ด้วยซ้ำ ก็ยังชนกัน อย่างนี้...ให้เจิมเท่าไรก็ไม่ได้เรื่อง แล้วคันที่ถูกชนก็ถูกเจิมมาแล้วทั้งนั้น สังเกตดูก็มีรอย เจิม  มีรูปหลวงพ่อ หลวงปู่ทั้งหลายอยู่ในรถด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่ก็มีไว้แบบโง่ๆนั้นแหละ ไม่ได้รู้ เรื่องอะไร ไม่ได้คิดให้เกิดปัญญา รอยเจิมนี่เขาทำเป็นหุ่นพระพุทธรูปนั่นเอง  หุ่นพระพุทธรูป ๓ มุมนี่ รูปนั่ง...พระนั้ง เท่า กับเขียนรูปพระไว้ที่กระจกให้ดู  เวลาจะขับรถก็ดูพระเสียก่อน ดูว่า อ้อ!นี่รูปพระ ไม่ใช่แป้งผงที่ เขาเอามาจุดๆเฉย  แต่นี่รูปพระ...พระสอนเราเรื่องอะไร?"""สอนเราว่า  "อย่าประมาทลูก เอ๊ย ขับรถต้องระมัดระวัง บนถนนไม่ใช่มีเธอคนเดียว มันมีรถคันอื่นอีกหลายคัน เพราะฉะนั้นต้อง ไปอย่างระมัดระวัง อย่าคนอง อย่าประมาท" ถ้าคิดอย่างนี้เสียก่อนจับพวงมาลัย แล้วมันก็กไม่มีเรื่อง นี่ไม่คิดอะไร ไม่ดูที่เจิมด้วยซ้ำ ไป เพราะเข้าใจว่ารอยเจิมนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะช่วยตนได้ นี่คือความหลงผิด ส่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนจะมาช่วยเรา มันไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรจะมาช่วยใครได้หรอก...เลิกเชื่อ เสียเถอะ เรื่องของศักดิ์สิทธิ์นั้น ของศักดิ์สิทธิ์นี้ ที่เขาว่าๆกันน่ะ ที่คนปัญญาอ่อนเขาสร้างกันขึ้น ไว้ มันไม่ได้เรื่องทั้งนั้น สร้างให้คนหลง ให้คนงมงายทั้งนั้นแหละ สร้างขึ้นมาทำให้คนเข้าใจผิด ในเรื่องอย่างนี้ คนก็ไปติดอยู่ที่สิ่งเหล่านั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงๆ คือธรรมะของพระพุทธเจ้า พระธฤรรมนี่ศักดิ์สิทธิ์จริง ศักดิ์สิทธิ์ตรงไหน? ...ตรงที่เราเอามาปฏิบัติแล้วเกิดผลจริงๆ  ถ้าเราปฏิบัติแล้วมันเกิดผล มี"ศักดิ์" คืออำนาจ มี" สิทธิ์" คือ ความสำเร็จ, "ศักดิ์สิทธิ์"ก็คือ "อำนาจที่จะให้เกิดความสำเร็จ"...อำนาจที่จะให้เกิด ความสำเร็จ สิ่งอื่นไม่มี นอกจากธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมะศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ให้เราเปลี่ยนความเชื่อเสียที ในเรื่องวัตถุศักดิ์สิทธิ์ อ้านโน้นศักดิ์สิทธิ์ อะไรนี่... เปลี่ยน เลิกเชื่อเสียที  แล้วจะดีขึ้น เชื่ออย่างเดียวว่า พระธรรมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ถ้าเรานำมาปฏิ บัติแล้วได้ผลจริงๆ นี่มันเป็นอย่างนี้ เช่น  "สติ" "ปัญญา" ๒ ตัวนี้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ถ้าเราใช้สติ ใช้ปัญญา แล้วมันศักดิ์สิทธิ์ คือ ป้องกันไม่ให้ผิดพลาด  ไม่ให้เกิดความเสียหาย  ทุกแง่ทุกมุม ไม่ว่าเราจะทำอะไร ถ้าทำด้วยสติ ปัญญาแล้วศักดิ์สิทธิ์  ช่วยเราให้พ้นจากภัยอันตรายได้  แต่ถ้าเราไปเชื่อวัตถุว่าศักดิ์สิทธิ์ ไม่ประ พฤติธรรม มันจะช่วยได้อย่างไร...ช่วยไม่ได้ ต้องประพฤติธรรมควบคู่กับสิ่งนั้น ทีนี้คนที่สร้างสิ่งศักดิ์ไม่อธิบาย  เป็น"ธรรมาธิษฐาน" คือไม่แปลงสิ่งนั้นให้เป็นธรรมะ ไม่ พูดให้คนเข้าใจทำให้คนหลงใหลอยู่อย่างนั้นแหละ  ให้คนมัวเมาอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะว่าถ้า หลงเท่าใดก็จะได้ขายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มาก  ได้แล้วคนก็ไม่ดีขึ้น  ไม่น่าทำ การทำคนให้หลง ให้งม งาย มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าทำ เราเป็นพุทธบริษัทควรจะช่วยกันให้คนเป็นผู้รู้  เป็นผู้ตื่น เป็นผู้มีความเบิกบานแจ่มใส อย่า ให้ไปเชื่อสิ่งภายนอก แต่ให้เชื่อธรรมะของพระพุทธเจ้า แม้ว่าจะมีวัตถุภายนอกก็ต้องสอนธรรมะ ไปด้วยในตัว เช่น  เจิมนี่อย่าเจิมเฉย  ๆ แต่เจิมให้รู้ว่า"นี่คือเครื่องหมายแทนพระ เป็นรูปหุ่นของพระ  เมื่อเธอจะขับรถ เธอก็ต้องดูหุ่นนี้ แล้วก็ต้องนึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระธรรมคำสอนของพระ พุทธเจ้า" สิ่งที่ควรนึกมากกี็คือพระธรรม   นั่นแหละ   เพราะพระธรรมเป็นแกนกลางของรัตนสาม  เหมือนกับ ๓ นิ้ว เปรียบเป็น พุทธะ ธรรมะ สังฆะ นิ้วชี้สมมติว่าเป็นพุทธะ, นิ้วกลาง..ธรรมะ  นิ้วนาง..สังฆะ เพราะฉะนั้นนิ้วกลาง..ธรรมะจึงสำคัญ    เพราะว่าธรรมะเป็นสิ่งแทนองค์พระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าที่เป็นเนื้อเป็นหนัง นิพพานแล้ว เผาเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าพระธรรมยังอยู่แทนองค์พระ พุทธเจ้า เราก็ต้องนึกถึงพระธรรม นึกถึงพระธรรม  ก็ต้องนึกว่า  ธรรมะสอนเราอย่างไร  ?..สอนเราให้มีสติ ให้มีปัญญา  สอนเราให้มไม่ประมาทในการกระทำกิจอะไรต่าง  ๆ  ให้ใช้ความรอบคอบ รอบรู้ในการกระทำ  ใคร่ครวญก่อนจึงทำ  พิจารณาให้รอบคอบแล้วจึงทำ  นี่ธรรมะสอนอย่างนั้น  เราก็เกิดใจเย็นขึ้น  เพราะนึกถึงธรรมะ  สต๊าร์ทรถช้าๆ  ค่อยๆ ไปตามโอกาสที่จะไปได้ ไม่ต้องรีบร้อนไปโรงพยา บาล ไปให้มันถึงจุดหมายปลายทางที่เราจะต้องไป มันก็ปลอดภัย ถ้าเราใช้ธรรมะก็ปลอดภัย แต่ว่าถ้าไปเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็แหลกกันไปบ่อยๆ  ทุกคันที่ชนนั้นมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้นแหละ  ไปดู เถอะ  มีรูปหลวงพ่อบ้าง มีรอยเจิม มีผ้ายันต์เต็มไปหมด แต่ว่าคนขับรถไม่ได้ถือธรรมะ ดื่มแต่ลิ โพวิตันดี พอง่วงก็ดื่ม ดื่มๆพอหมดฤทธิ์ยาก็ "โป้ง" เข้าให้ ไม่ประพฤติธรรม ไม่รู้ว่าอะไรควร  อะไรไม่ควร มันก็เป็นอย่างนั้น นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ว่าเราต้องแปลงให้เป็นธรรมะ เอา มาปฏิบัติจึงจะช่วยเราได้ เรื่องอื่นก็เหมือนกัน ที่เรามีอะไรเป็นวัรถุ ก็มีไว้เป็นเครื่องเตือนใจให้เรานึกถึงธรรมะ เช่น  มีพระพุทธรูปบูชาก็ต้องนึกถึงธรรมะ  เพียงแต่พระเฉยๆ  ช่วยไม่ได้ แต่ถ้าเราประพฤติ ธรรมะ  ธรรมะก็ช่วยเราได้  ก็เหมือนกับเราช่วยตัวเอง  แต่ว่าตัวเราเองนั้นประพฤติธรรม  ธรรมะที่เราประพฤตินั่นแหละจะรักษาเรา คุ้มครองเราให้อยู่รอดปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง นั่น ..สิ่งนั้นศักดิ์สิทธิ์จริงๆ  ของอื่นไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์  แต่ว่าเราชอบทำให้คนหลง  ให้คนงมงาย  ให้เชื้อสิ่งเหลวไหลด้วยรูปการณ์ต่างๆ บางบ้านบางเมือง ก็ชอบไปสร้างสิ่งที่ให้คนหลง..เหมือนเมืองนครศรีธรรมราช พระธาตุ  มีแล้ว  เป็นหลักสำคัญของบ้านเมือง  พระสงฆ์องค์เจ้าก็ดี ชาวบ้านชาวช่องก็ดี ละเลยต่อพระ ธรรม  ไม่สนใจในธรรมะของพระพุทธเจ้าซึ่งเรียกว่า  "ธรรมธาตุ" (ธรรมะธา-ตุ) ไม่อบรม  ไม่สั่งสอนกันด้วยธรรมะ คนเกะกะ อาชญากรรมมากที่สุดในประเทศไทย มีอาชญากรรมมากรทีสุด  เพราะเราไม่สอนธรรมะ  พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่สอน เจ้าคณะผู้ใหญ่ก็ไม่เอาใจใส่ในเรื่องธัมมะ ธัมโม ไปสนใจแต่เรื่องอื่นทั้งนั้น อาตมาไปทีไรก็สลดใจว่าพระธาตุนี่อยู่โดดเดี่ยว ถ้าพระธาตุพูดได้ก็คงจะพูดมานานแล้ว ระ ยะนี้ไม่ได้ไปเมืองนครฯ   อยากจะไปพูดแทนพระธาตุ  ว่างๆ  จะไปพูดสักที  ให้พระธาตุพูดให้ ชาวนครฯฟังเสียบ้าง   ไม่สนใจธรรมะเลยยุ่งกันทะเลาะกัน  ขัดผลประโยชน์กันอยู่ตลอดเวลา  เพราะไม่ประพฤติธรรม แล้วนี่คิดจะไปสร้างอะไร..ไปเชื่อนายตำรวจแก่ๆ  คนหนึ่ง ซึ่งแกมีหัวเป็นไสยศาสตร์ร้อย เปอร์เซ็นต์  นานตำรวจคนนี้แก่แล้ว  บอกว่า "เมืองนครฯ ที่มันยุ่งนี่เพราะว่าไม่มีเสาหลีกเมือง  แล้วก็ไปสร้างที่ไม่เหมาะ ไปสร้างไว้ในทุ่งที่ต่ำ แต่มีถนนใหม่สายหนึ่ง อ้อมไม่ให้เข้าค่ายทหาร ไป ปักลงรากไว้ตรงนั้นแหละ วันก่อนนั่งรถไปเจอเข้า "เอ๊ใครมาทำรั้วอะไรขวางไว้ตรงนี้ ? " เขาบอกว่า "นี่แหละเขาวางศิลาฤกษ์ไว้แล้ว จะสร้างเสาหลักเมือง" "เสาหลักเมืองเอามาสร้างไว้กลางถนน มันก็กีดรถสิบล้อ แลัวมันก็จะชนหลักพังไปเท่านั้น เอง"    มันไม่เข้าเรื่องอะไร    ก็เอาไปแล้ว...แห่กันใหญ่    ป่าวร้องใให้ประชาชนมา ช่วยกันแห่ ด้วยความหลงใหลเข้าใจผิดนั่นเอง พระธาตุมีไม่เข้าไปหาพระธาตุไม่ไปฟังเสียงพระ ธาตุพูดบ้าง สมัยกอ่นนี้เมืองนครฯนั้นเขาเทศน์กันที่องค์พระธาตุวิหารคตรอบ   เทศน์รอบเลย  ธรร มาสน์เต็มไปหมด  เยอะแยะ  พระเมืองนครเทศน์เป็นก็เพราะธรรมาสน์เหล่านี้ ถ้าฝึกเทศน์ ใหม่ก็ไปธรรมาสน์  ๒-๓ คน.. คือมีคนฟัง ๒-๓ คน แล้วค่อยขยับไปธรรมสน์ ๑๐ คน ๒๐ คคน  ค่อยก้าว "บันใดดารา" ขึ้นไปโดย/ำดับจนกระทั่งถึงเชิงพระธาตุ เชิงพระธาตุมีเฉลียงรอบ  ด้านตะะวันออกเป็นที่สำคัญ  ถ้าว่าใครไต่บันไดถึงถึงตรงนั้น แล้วเก่ง เทศน์เก่ง คนนิยม เพราะคนมาก คนก็เล่าลือกัน ว่สองค์นั้นเทศน์เก่ง หลวงพ่อก็ เทศน์เก่งตรงนั้นเหมือนกัน  แต่ไม่ได้ไต่บันใดขึ้นเลย  กระโดดขึ้นไปเลย ไปเทศน์ที่เชิงพระ ธาตุเลย  ไปนั่งเทศน์คนชอบใจ  ชอบใจแล้วเขาก็เล่าลือกันไป เขานิมนต์ให้ไปเทศน์ที่นั่นที่นี่  ก็เทศน์เป็นตรงนั้น มันเป็นเวทีฝึกนักเทศน์ แต่เดี๋ยวนี้เลิกหมด นี่คือความเสื่อม  เลิกเทศน์เลิกสอนคนในพระธมตึ  เข้าไปในบริเวณิงค์พระธาตุเจอแห่ เรื่องเหลวไหล...มีพระคอยนั่งพรมน้ำมนต์  คอยแจกเหรียญแจกแหวน  ขายผ้ายันต์ อ่คท่ไป เห็นเจข้า บอกว่า "เอ้า นี่มันไม่มีพุทธสาสนาแล้วในวิหารนั้น มีแต่เรื่องไสยศาสตร์ แล้วคนมัน จะไม่ตีกันตายได้อย่างไร" มันเป็นอย่างนี้ คือเราเห็นแต่ปัจจจัย ลาภ ผล ไม่คิดดถึงเรื่องที่เป็น สาระอะไร วันวิสาขบูชา  ซึ่งเป็นวันสำคัญ  ทางหน้าเมืองเขาจัดงานใหญ่  มีหนังตลุงแข่งกัน ๕  โรง  มีลิเก มีมโนราห์ แล้ววคนที่ไหนจะไปฟังเทศน์ ก็ไปดูหนังฟังเพลงกันหมดดเลย มันเป็น เสียอย่างนั้น  แล้วเมืองจะไม่ทรุดโทรมอย่างไร ก็เราไม่เอาธรรมะมาใช้ บ้ายเมืองก้ล่มจม  ต้องหันเช้าหาธรรมัจึงจะได้ นี่แก็ไม่ถูกปม ไปแก็ด้วยสร้างอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จำ เป็นอะไร ที่นนทบุรีก็ดูไม่มีเสาหลักเมืองเหมือนกัน ท่านผู้ว่าฯ ไม่ต้องสร้างหรอก พอแล้ว ไม่มี. ..เมืองนนท์ไม่มี  แต่ก็ไม่มีเรื่องอะไร เมืองนนท์ไม่ยุ่งอะไร คนก็เรียบร้อยกันอยู่ ไม่ต้องไป สร้างเสาหลักเมืองก็ได้ ให้จังหวัดอื่นเขาสร้างไปเถอ ะ ให้เขางมงายกันไปตามเรื่อง เมือง นี้ท่านปัญญาเทศน์อยู่ อย่าไปสร้างเลย นี่มันเป็นอย่างนี้ คือเราไปสร้างสิ่งที่มันไม่ถูกต้อง ไม่ จำเป็นอะไร ไม่จำเป็น พอพูดอย่างนี้เขาก็บอกว่า"ในหลวงก็ส่งเสริม" ไม่ใช่ท่านส่งเสริมอะไรหรอก ในหลวง..  ใครไปขออะไรท่านก็ทำให้.. ไปขอให้เจิมยอดเสาท่านก็เจิมให้อย่างนั้นท่านเจิมเฉย ๆ เจิมเรื่อ ยไป ท่านไม่พูดว่าอะไรทั้งนั้น ต่องไปตามหน้าที่ของท่านเพื่อให้คนเขาสบายใจ แต่ว่าคนที่เอาไป ให้ท่านเจิมนั่นแหละไม่รู้เรื่องอะไร  ไปขอให้ในหลวงทำอะไรไม่รู้เรื่อง เรื่องอย่างนั้นเราไม่ ควรไปรบกวนท่านให้ทำอย่างนั้น ควรจะทำของเราเอง ทำเรื่องอื่นดีกว่า ช่วยกันเผยแผ่ธรรมะ ให้คนเข้าถึงธรรมะ มันก็สบายขึ้น สมัยก่อนนั้นเมืองนครฯ  เขาก็สงบเรียบร้อย  เพราะว่าคนเขาไปวัดไปวา เคร่งครัดใน เรื่องศาสนา  มีการเทศน์การสอน นักเทศน์เยอะ สมัยก่อนนี้เป็นที่หนึ่งในปักษ์ใต้ คนฟังเทศน์ก็ มาก  ในทุ่งใหญ่  ๆ เช่นว่าอำเภอปากพนัง..เชียรใหญ่..หัวไทร..ทุ่งมันกว้าง คนฟังเทศน์มาก  ถ้าไปเทศน์แล้วคนฟังเยอะ เป็นพัน มานั่งฟังกัน ฟังกันอย่างสงบเรียบร้อย เขาฟังกันดี เดี๋ยวนี้เลิกกน  กิจการอย่างนั้นหายไป การประกาศธรรมะหายไป แสงสว่างหายไป มี แต่ความมืดครอบงำ  นี่ชาวนครฯก็มาฟัง คงเคยเห็นว่าสมัยก่อนเป็นอย่างไร สมัยนี้เป็นอย่าง ไร  เพราะไม่สนใจเผยแผ่ธรรมะ  นักเทศน์ไม่ค่อยมีเดี๋ยวนี้  นักสอนไม่ค่อยมี การศึกษา เสื่อม อะไรมันก็เสื่อมไปหมด.. เมืองนครฯเลยอยู่ในสภาพตกต่ำเสียหาย นี่เป็นอย่างนี้ เรา ไม่แก้ไห้ถูกปม แก้ให้ถูกปมก็ต้องหันหน้าเข้าหาธรรมะ พระสงฆ์องค์เจ้าต้องตื่นตัว ต้องออกนอกวัด ต้อง ไปเที่ยวสอนคน คนไม่มาวัดก็ไปสอนถึงบ้าน ไปเทศน์ไปสอน ไปชักจูงโน้มน้าวจิตใจ ในบางแห่งเขาทำกันจนกระทั่งกลายเป็นอำเภอที่ปลอดจจากอบายมุขไปก็มี    เหมือนอำ เภอขามสะแกแสงที่นครราชสีมา  ความจริงพระท่านทำ  ท่านก็มาอบรมไปจากที่นี่แหละ..พระ ธรรมทายาท   เอางานเอาการจริง  ๆ  ทำอยู่ตลอดเวลา  จนกระทั่งว่าร้ายขายเหล้าไม่มี  การพนันไม่มี  อะไรไม่มีทํงนั้น ก็เรียบร้อย ที่ไหน ๆ ก็เอาไปพูดกันเป็นตัวอย่างว่า "อำเภอนี้ เรียบร้อย"  ความจริงเป็นเรื่องที่พระท่านขยันนั่งเอง ท่านเอาใจใส่ ทางราลการก็เข้าไปอุ้ม ชูบ้างในภายหลัง เลยก้าวหน้า ถ้าทำจริงมันก็ได้ คนไทยเราไม่ใช่พวกคนปรปะเภทว่ายากสอนยาก  เป็นพวก"เวไนย" ตามคำพระว่า เว ไนย  เวไนย หมายความว่า พวกจูงได้ เรียกว่า ม้าอาชาไนย ช้างอาชาไนย บุรุษอาชาไนย  จูงได้ทั้งนั้น  จูงไปในทางที่ถูกที่ชอบได้  ไม่ใช่พวกที่จูงไม่ได้  แต่ไม่มีคนจูง ไม่มีคนบอก ไม่มี คนสอน คนจึงไม่รู้จะเดินไปทางไหน ก็อยู่ในสภาพมืดบอด เมื่อมืด มันก็ขัดกัน ตีกัน ยิงกัน ฆ่ากัน เพราะมันมืด โลกมันมืดก็เป็นอย่างนั้น เพราะไม่มีแสงสว่างสาดส่องลงไปให้คนเหล่านั้นได้เห็น แสงสว่าง เลยก็อยู่ในสภาพวุ่นวายเดือดร้อน นี่มันเป็นอย่างนี้ ให้เราเข้าใจให้ถูกต้อง  แล้วก็พยายามที่จะตัดสิ่งที่เหลวไหลออกไปจากจิตใจ  มาประ พฤติธรรมกัน เอาธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น ใข้ทุกแง่ทุกมุม เริ่มต้นด้วยการปฏิบัติในศีล  ขั้นต้นนี่ถือศีลลเรียกว่าขั้นหยาบ ๆ ปฏิบัติขั้นหยาบ ๆ เหมือน กับว่าได้สัตว์ป่ามา ก็เอามาไว้ใในคอก กั้นคอกไว้ กั้นคิกไม่ให้มันไปไหน ให้มันกินหญ้าอยู่ใน คอก  อาบน้ำอยู่ในคิก  ถ่ายอยู่ในคอกนั่นแหละ ไม่ให้ไปไหน ไม่ให้เพ่นพ่าน ให้อยู่ในคอก  แล้วมันก็ค่อย ๆ เชื่อง พอเชื่องแล้วปล่อยได้ ปล่อยให้ไปกินหญ้านทุ่งได้ มันไม่ไปทำร้ายใครต่อ ไป เพราะมันอยู่ในคอกจนชินแล้ว จิตใจคนนี้ก็เหมือนกัน เราก็สร้างคอกล้อมไว้ ศีลห้า นั่น...เอามาล้อมไว้ ทำรั้วด้วย เสา ๕ ต้น ต้นใหญ่ ๆ ล้อมตัวเราไว้ว่า...เราจะไม่ฆ่าใคร, เราจะไม่ลักของใคร, เราจะ ไม่ประพฤติผิดในทางกามารมณ์, เราจะไม่พูดโกหก คำหยาบ คำเหลวไหลกับใคร ๆ เราจะไม่ เสพสิ่งเสพติดมึนเมา สัญญากัน...รับศีล  ก็คือมาสัญญากับพระ.."สมาทาน" คำว่า สมาทาน แปลว่า รับเอาไป ใช้ ไม่ใช่รับแล้วทิ้งไว้ตรงนั้น..ไม่ใช่ รับเอาไปใช้ เอาไปปฏิบัติ แต่ว่าเรามักรับกันพอเป็นพิธี มี อะไรก็ "เอ้า รับศีลกันก่อน" แต่ไม่ค่อยเอาไปใช้ รับศีลบ่อย ๆ นั้นก็เป็นเครื่องย้ำกันนั่นเอง.. เตือน ย้ำเตือนให้เกิดความสำนึกว่าอย่าออกไปนอกรั้ว ให้อยู่ในรั้ว ให้อยู่ในวงที่ขีดไว้ให้ จึงมี การย้ำกันบ่อย ๆ เราต้องคอยเตือนตัวเองว่า "ฉันมีรั้วป้องกันภัย เป็นรั้วที่สำคัญที่สร้างไว้สำหรับป้องกันตัว"  ป้องกันตัวไม่ให้ออกไปนอกรั้ว แล ะป้องกันสิ่งชั่วร้าย สัตว์ร้ายอะไรไม่ใให้มาทำร้ายเราด้วย เพราะเราอยู่ในที่มีรั้วนี่ มีเกราะ  สิ่งอื่นมันจะมาทำร้ายเราได้อย่างไร  เราก็อยู่ในรั้วนั้น สี่เป็นการปฏิบัติเบื้องต้น รักษาศีล ควบ คุมกาย ควบคุมวาจา แต่มันก็เนื่องจากใจเหมือนกัน เพราะศีลมันอยู่ที่ใจ แต่มันไหล ออกมาที่กาย  ที่วาจา เราจะรู้ว่าคนนั้นมีศีล ไม่มีศีล ดูที่ใจมันไม่รู้เพราะอยู่ข้างใน ก็ดูที่กาย  วาจา กายเขาทำอะไรบ้าง ผิดศีลข้อไหน วาจาเขาพูดอย่างไร การกระทำเขาเป็นอย่างไร  บอกให้รู้  รู้ด้วยการอยู่ร่วมกัน  ด้วยการคบหาสมาคมกัน  เราก็รู้ว่ามีศึลขนาดไหน  มีปกติ เป็นอย่างไร ถ้าเรารักษาศีล   ร่างกายและจิตใจก็ปกติ  ปกติคือไม่วิกลวิการ  การทำอะไรที่ผิดศีล  เรียกว่า"วิกลวิการ" เช่นเราไปฆ่าเขาหรือทำร้ายเขา นี่มันเป็นการผิดปกติ โดยปกติเราก็ไม่ ฆ่าใคร ไม่เบียดเบียนใคร เพราะเรานึกถึง "ใจเขาใจเรา" นึกถึงตัวของเราว่า "เอ!ถ้าเขา มาทำร้ายเรา  เราชอบใจไหม"  "ไมชอบ"  ถ้าเขามาฆ่าเรา เราก็ไม่ชอบ ยังไม่ต้องฆ่า หรอก เพียงขู่เท่านั้น ขนหัวลุกแล้ว กลัวแล้ว เราไม่ชอบ สัตว์ทั้งหลายก็กลัวภัยอันตราย ทำตนให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบแล้วอย่าไปทำใครให้เดือดร้อน ศีลข้อหนึ่ง สภาพกายปกติ  วาจาก็ปกติขึ้น ใจก็ปกติ ควบคุมด้วยศีลให้เกิดความปกติทางกาย ทางวาจา กายไม่ไปทำร้าย ใคร ใช้ในเรื่องที่ควรใช้ ใช้มืออเท่าที่จำเป็น ใช้เท้า ใช้ศอก ใช้เข่า ไม่ใช้ในเรื่องที่มันผิดปกติ ไม่ใช่ขึ้นเวทีชกมวย  ถ้าขึ้นเวทีมันต้องใช้  หมัดก็ต้องใช้ ศอกก็ต้องใช้ เข่าก็ต้องใช้  มวยไทยนี่ใช้หมด  ยังกัดกันไม่ได้เท่านั้นเอง ถ้ากัดกันแล้วคงยุ่งกันใหญ่ นี่เรียกว่าใช้หมด ไม่ เหมือนมวยสากลเขาให้ใช้แต่หมัด แล้วก็มีกติกาว่า ชกตรงนั้นไม่ได้ ของเราชกได้ทั้งนั้น ทำอะ ไรก็ได้ทั้งนั้น  เอากันจริงจังเลยทีเดียว นั่นมันผิดปกติ แต่ถ้าขึ้นเวทีอย่างนั้นก็เรียกว่าไม่เป็น ไร เพราะโลกเขาสมมติกันว่าบนนั้นใช้ได้ แต่พอลงมาข้างล่างเวทีแล้ว ถ้าขืนใช้หมัด..ไม่ได้  ผิดกฏหมาย  ตำรวจจะจับ  มันวิกลแล้ว  มันวิการแล้ว ใช้ไม่ถูกที่ เราจึงต้องรักษากายให้ เรียบร้อย รักษาวาจาให้เรียบร้อย ใจมันก็พลอยเรียบร้อยด้วย การรักษาก็อยู่ที่ใจ   ควบคุมที่ใจไว้   คุมใจไม่ให้คิดในทางร้าย  ไม่ให้เกิดความโลภ  เพราะเกิดความโลภแล้วจะไปฆ่าเเขา  เพื่อเอาทรัพย์เขา จะไปลักของเขา จะไปประพฤติ ผิดในทางกาม  จะไปพูดสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  จะไปเสพสุรายาเมาย้อมจิตย้อมใจ  มันเลอะทั้งนั้น  ต้องคุมที่ใจ  ศึลก็คุมใจไว้  แต่ยังไม่ประณีต คุมหยาบ ๆ ไว้ก่อน ไม่ทำอะไรที่เป็นการผิดศีล ผิดธรรมอันเป็นขั้นต้น ปกติชาวพุทธเราก็ต้องมีศีลห้าประจำำ เขาเรียกว่า"นิจศีล" เป็นศีลที่ต้องรักษาอยู่เป็นนิจ  ทุกันทุกเวลา ก็จะปลอดภัย ถ้าเรารักษาศสสีลข้อที่หนึ่ง ก็เหมือนรักษาชีวิตร่างกายของเรา รัษาศีลข้อที่สอง ก็เท่ากับรักษาทรัพย์สมบัติให้ปลอดภัย รักษาศีลข้อที่สาม ก็ทำให้ครอบครัววงศ์ตระกูลปลอดภัย รักษาศีลข้อที่สี่ ก็รักษาเกียรติทางคำพูด พูดอะไรเพื่อนเชื่อ เพื่อนฟัง มีเครดิตขึ้นมา รักษาศีลข้อที่ห้า   ก็คุ้มหมดทุกอย่าง  เพราะคนที่เสพสิ่งเสพติดมืนเมา  ก็เสียสุขภาพ  ร่างกายจิตใจไม่สมดุลย์ เสียสภาพทางกาย ทางใจ เสียความสมดุลย์ ก็อาจจะคิดผิด พูดผิด ทำ ผิดล่อแหลมต่ออันตราย   ทำอะไรก็ได้   แม้เป็นเพื่อนกันก็ฆ่ากันได้  พ่อกับลูกยังฆ่ากันได้เลย  เพราะมันเมา พอเมาแล้วก็ทำได้ทั้งนั้น ศีล  5 ข้อนี่ ข้อ 5 สำคัญ ถ้าขาดข้อ 5 แล้ว ข้ออื่นก็พลอยชาดไปด้วย แต่ถ้ารักษาข้อ  5 ไว้เคร่งครัด สติมีอยู่ ปัญญามีอยู่ ความรู้สึกผผิดชอบยังอยู่ประจำใจ มันก็ไม่ล่วงเกินศีลข้ออื่น ๆ แม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็พอยับยั้งชั่งใจ แต่ถ้าเมาแล้วมันยับยั้งใจไม่ได้ อาจจะกระทำสิ่งที่ผิดที่ เสียหายเมื่อไรก็ได้ ให้เราคิดดูสถิติต่าง ๆ ในเมืองไทย อุบัติเหตุประเภทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้น..จากอะไร. จากความมึนเมาทั้งนั้น "สุราเมรัย"นี่แหละตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดความเสียหาย อุบัติเหตุใหญ่ ๆ.. รถไฟชนกัน  รถยนต์ชนกัน ตายกันมากมาย แม้ขบวนรถไปทอดกฐินยังเกิดอุบัติเหตุ เพราะใน ขบวนนั้นเฮฮากันไปตลอดทาง เอากลองยาวไปด้วย แล้วก็ตึมตัมๆๆ กันไปในรถ แล้วเอาเหล้า ไปด้วย ไปทอดกฐินเอาเหล้าไปด้วย เอาไปกินกันที่วัด ไปนั่งในศาลาแล้วก็เอาไปดื่มกันกลางศาลา คราวหนึ่งไปที่อำเภอบางไทร ไปวัดอื่นหรอกแต่ว่าแวะวัดนั้น ผ่านขึ้นไปบนศาลาเห็นเขา มีกองกฐิน ขึ้นไปดูญาติโยมนั่งกินอาหาร กินเหล้ากัน..แม่โขง เลยถาม"อะไรในขวดโยม" "เหล้าครับ" "เอ้า!เอามาทำไม ? "เอามาดื่ม" เอ๊ะ มาวัด เอาเหล้ามาดื่มด้วยหรือ ? "มันช่วยชูรสอาหาร" ว่าอย่างนั้น ช่วยให้กินข้าวได้ นี่มันเป็นอย่างนี้ นึกในใจว่า "แย่  ไม่สมควรเลย"  แต่ว่าจะไปเทศน์ตรงนั้นก็ไม่ได้ ไม่คุ้นกัน เพียงทำอย่งนั้นก็เหมือนกับเทศน์อยู่ แล้ว  เรียกว่าสะกิดแล้วว่า  "โยมมาวัดนี่เอาเหล้ามาดื่มบนศาลาด้วยหรือ  ไม่ละอายแก่พระ พุทธรูปที่นั่งเป็นประธานอยู่หรือ ไม่อายแก่ใจตัวเองหรือที่เอาเหล้ามาดื่มกันบนศาลาวัดอย่างนั้น"  เรียกว่า   เอาเหล้าไปรดหัวสมภารนั่นเอง  สมภารก็นั่งเป็ฯตอตะโกอยู่ตรงนั้นแหละ  ไม่ได้ เรื่องอะไร ไม่มีการอบรมบ่มนิสัย ให้เขามาทอดกฐินก็แล้วกัน จะได้ปัจจัยไว้สร้างวัด..สร้าง ไปทำอะไร ถ้าว่าคนมันไม่ดีสร้างวัดไว้ทำอะไร ? ก็ไม่ได้เรื่อง นี่เป็นอย่างนั้น เรามันลบหลู่ ดูหมิ่นศาสนามากไป เอาของมืนเมาไปในวัด บางแห่งขาย มีงานแล้วขาย คราวหนึ่งไประยอง เขามีงานวัด นักว่าน้ำปลา เดินเข้าไปใกล้ ๆ เอ้า!ไมใช่ เหล้าทั้ง นั้น  ไม่ใช่น้ำปลา  ขึ้นไปบนกุฎีมีคนกลุ่มหนึ่งนั่งดื่มเหล้า บนกุฎี หน้ากุฎีสมภาร ไปนั่งดื่มเหล้า  ถามท่านว่า "เอ๊ะ!พวกนั้นทำอะไรกัน หลวงพ่อ ? " มันดื่มเหล้ากัน" "เอ้า ! อย่างนั้นมันเอาเหล้ามารดหัวสมภารน่ะซิ" "ไม่ได้รดหัว มันเอามาดื่ม" สมภารนี่ก็ปัญญาอ่อนเหมือนกัน ว่าขนาดนั้นแล้วยังไม่รู้ ยัง ตีความหมายไม่ออก บอกว่ามันไม่ได้รดหัว มันเอามาดื่มกัน อาตมาก็ว่า "นั่นแหละ มันดื่มต่อหน้า สมภารก็เท่ากับมันเอาเหล้ารดหัวสมภาร" อ๊ะ!ไม่ได้    พวกนั้นตำรวจ    พวกตำรวจทั้งนั้น"   ตำรวจเสียด้วยนะที่มานั่งดื่มอยู่  มารักษางาน เลยไม่รักษาตัว รักษางานได้อย่างไร ก็เมื่อดื่มเหล้าแล้วจะไปรักษางานได้อย่าง ไร รักษาตัวก็ยังไม่ได้แล้วจะไปรักษางานได้อย่างไร มันเป็นอย่างนี้ เราไม่ค่อยเคร่งครัดกันในเรื่องข้อปฏิบัติเหล่านี้  บ้านเมืองจึงระส่ำระสาย  มีปัญหามาก  เพราะไม่อยู่ในศีลในธรรม เป็นเวลาสมควรแล้วที่จะต้องชวนกันให้ประพฤติดีมีศีลธรรมประจำจิตใจ เมื่อวานนี้เขานิมนต์ไปอภิปรายที่สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมประชาสัมพันธ์ อภิปรายชักชวน ให้คนประพฤติธรรมเป็นราชสักการะแด่ในหลวง  อาตมาก็พูดสัก ๓๕ นาที แล้วก็กลับเพราะว่ามี ธุระที่วัด  เลยพูดนิดหน่อย ให้คนได้ยินได้ฟัง ว่าเราควรจะชวนกันในแง่อย่างนี้ ชวนกันให้เข้าวัด  ชวนกันให้ฟังธรรม ชวนกันให้รักษาศีล แต่ว่าชวนยาก เดี๋ยวนี้ชวนยาก แต่ก็ต้องชวน มีข้าราชการที่สำนักปรมาณูเพื่อสันติ เขานิมนต์ไปเทศน์ เขาถามว่า "ทำอย่างไรหลวงพ่อ จึง จะชวนเพื่อนข้าราชการให้มาฟังเทศน์ได้?"  คือข้าราชการมี ๓๐๐ คน มาฟัง ๕๐ คนเท่านั้นเอง  เลยเขาบอกว่า "แหม!ทำอย่างไรล่ะหลวงพ่อ.." ก็บอกเขาว่า  "ต้องชวนบ่อยๆ พูดบ่อยๆ พบใครก็พูดเรื่องธัมมะธัมโมให้เขาฟัง เขารำคา ญก็พูดไปเถอะ  พูดไปเอาเทปไปให้เขาฟังบ้าง เอาหนังสือไปให้เขาอ่านบ้าง ให้เขาได้ศึกษาได้ เกิดปัญญา นานๆเข้าก็ค่อยมากขึ้น เราต้องขยัน แล้วเราทำสม่ำเสมอ เป็นตัวอย่าง คนอื่นเห็นเข้า ก็เอาอย่าง" คนเราถ้าเห็นอะไรมากๆบ่อยๆ   ก็เลียนแบบเหมือนกัน  มนุษย์นี่ชอบเอาอย่าง  แต่ว่าตัว อย่างนั้นเป็นไปในทางไหน?...ถ้าเราแสดงตัวอย่างในทางดีอยู่ทุกวันๆ เป็นประจำเขาก็อยากเอา อย่างบ้าง เช่นเรามีเวลาว่าง เราอ่านหนังสือธรรมะ คนทั้งหลายก็ได้เห็น ว่าอ้อ!คนนี้อ่านหนังสือ ธรรมะนานๆเขาอาจจะเข้ามาคุยแล้วถามว่า"คุณอ่านอะไร?" "อ่านธรรมะ" "เอ๊!คุณอ่านธรรมะหรือ?"  คือเขานึกว่าคนหนุ่มทำไมไปอ่านธรรมะ มันต้องหัวหงอกจึงจะไป อ่านธรรมะกัน  แก่นั่นแหละจุึงจะอ่านธรรมะ เขาคิดอย่างนั้น เข้าวัดนี่ต้องแก่ แก่แล้วมาวัดก็ฟัง ไม่รู้เรื่องแล้ว  หูไม่ได้ยินแล้ว  ตาก็มองไม่เห็นพระแล้ว  มาตอนนั้นได้เรื่องอะไร มันต้องมาตั้ง แต่หนุ่มๆ สาวๆ จะได้มีเวลาศึกษานานหน่อย เหมือนกับเขาเรียกว่า  เข้าป่าจวนค่ำ  ตัดไม้ไม่ได้เท่าไร มันต้องเข้าป่าแต่เช้า ตัดไม้ได้ หลายต้น อันนี้ก็เป็นคำเปรียบเทียบว่า ทำดีต้องทำตั้งแต่วัยหนุ่ม วัยฉกรรจ์ คือทำตั้งแต่เด็กนั่นแหละ แล้วทำเรี่อยมาจนเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นผู้ใหญ่ ทำมาเรื่อยๆ มันก็ดีขึ้น คนมันก็ดีขึ้น เราทำบ่อยๆ เราชวนบ่อยๆ ไปบ่อยๆ เป็นตัวอย่างคนอื่นก็นึกว่า"เอ ต้องไปบ้าง" ก็มาบ้าง หรือว่าสนใจขึ้นบ้างเวลามีอะไรก็พยายามไปบอก ไปให้ถึงตัว บอกว่า"วันนี้มีเทศน์นะ ไปฟังกันนะ  ไปให้ได้นะ" หมั่นชวน พอใกล้จะไปก็ชวน "เอ้าไปๆๆ" ดึงมือไป จูงเขาไป ให้เขาไปฟัง เขาฟัง ครั้งแรก เขาเข้าใจ เขาก็ติดใจ ก็มาฟังบ่อยๆ เขาก็ได้ปัญญา ดังได้แสดงมาก็สมควรแก่กาลเวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ฯOPT 1.50!B„!BFNn